โรคไฟลามทุ่ง : Erysipelas


โรคไฟลามทุ่ง : Erysipelas

Erysipelas-Cellulitisลักษณะของโรค คือ มีผื่น แดง บวม มีขอบเขตชัดเจนปวด แสบ ร้อน ของผิวหนังชั้น subcutaneous tissue หรือ  superficial skin เกิดมาจาการติดเชื้อแบคทีเรีย ส่วนใหญ่เป็น group A streptococcus ,S. aureus และ  H. influenzae มักเจอในคนที่ภูมิต้านทานไม่ดี และผิวหนังมีแผลเปิด พบเยอะไหนกรณีที่เป็นโรคเบาหวานร่วมด้วย

ระดับความรุนแรงของการอักเสบ ขึ้นกับภูมิต้านทาน อันได้แก่ อายุ การขาดสารอาหารบางตัว เด็กเล็ก โรคประจำตัว พบมากช่วงหลังน้ำท่วม เพราะ เมื่อน้ำขัง ผิวหนังอาจเปิด และ เกิดการติดเชื้อ รักษาโดยการใช้ยาฆ่าเชื้อ ระยะเวลาโดยประมาณ10วันอย่างน้อย

ข้อมูลเพิ่มเติม

จาก http://www.si.mahidol.ac.th/education/sirirajcme/p4.html

บทนำ
โรคไฟลามทุ่ง (erysipelas) และโรค cellulitis ที่กล่าวถึงเฉพาะในบทความนี้ เป็นโรคติดเชื้อแบคทีเรียที่ผิวหนังเฉพาะที่ ที่เกิดอย่างเฉียบพลันที่ชั้นผิวหนัง ในระดับลึกลงกว่าชั้นหนังกำพร้า มักมีอาการไข้, ปวด, แดงร้อน และอาการของการอักเสบ หากปล่อยทิ้งไว้อาจจะลามมีอาการที่รุนแรง และมีภาวะแทรกซ้อนได้ ในบทความนี้จะกล่าวถึงการดูแลผู้ป่วย โรคไฟลามทุ่ง และโรค cellulitis ในเวชปฏิบัติทั่วไป ในกรณีที่โรคมีภาวะแทรกซ้อนหรือเป็นกรณีผู้ป่วยที่ซับซ้อนควรพิจารณาปรึกษา แพทย์เฉพาะทางร่วมดูแล

นิยาม และ สาเหตุ
โรคไฟลามทุ่ง (erysipelas) และโรค cellulitis นั้น เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียเฉพาะที่ของชั้นผิวหนัง ทำให้เกิดการอักเสบแบบ nonnecrotizing โดยโรคไฟลามทุ่งจะเกิดในชั้น dermis และ upper subcutaneous tissue ส่วน  cellulitis จะเกิดในชั้น subcutaneous tissue, loose connective tissue ซึ่งโดยทั่วๆ ไปมักจะเกิดจากเชื้อ group A streptococcus และ Staphylococcus aureus แต่ก็สามารถที่จะเกิดขึ้นจากแบคทีเรียชนิดอื่นซึ่งพบน้อยกว่าได้ ทั้งโรคไฟลามทุ่งและโรค cellulitis เป็นการติดเชื้อแบคทีเรียอย่างเฉียบพลัน มีลักษณะอาการแสดงที่คล้ายคลึงกันคือมีอาการบวม แดง ร้อน และมักจะมีไข้หรืออาการของการอักเสบ แต่ความลึกของพยาธิสภาพจะต่างกันกล่าวคือโรคไฟลามทุ่งจะเกิดในระดับซึ่งตื้น กว่าโรค cellulitis จึงทำให้ลักษณะที่แสดงออกของโรคไฟลามทุ่งจะเห็นมีขอบเขตที่ชัดเจนกว่าโรค cellulitis แต่ในบางครั้งการแยกลักษณะทางภายนอกของทั้งสองโรคนี้ออกจากกันก็ทำได้ยาก ดังนั้นในเอกสารหรือตำราบางเล่มก็จัดให้ทั้งสองโรคนี้เป็นภาวะเดียวกันและ ใช้ชื่อเดียวกันในการกล่าวถึง

การวินิจฉัย
อาศัยจาก ประวัติ การตรวจร่างกาย และการตรวจทางห้องปฏิบัติการ
ประวัติ

1.   ผู้ ป่วยจะมาพบแพทย์ด้วยมีอาการปวด เจ็บ บวม และแดงร้อน เฉพาะที่ และมักจะพบร่วมกับมีอาการไข้ซึ่งบ่งบอกถึงภาวะติดเชื้อ ผู้ป่วยมักจะมาในเวลาไม่นานนัก โดยระยะเวลาเป็นวัน ก่อนจะมาพบแพทย์

2.   อาจ พบรอยโรค cellulitis ที่เกิดใกล้กับผิวหนังส่วนที่ได้รับภยันตรายหรือเป็นแผลนำมาก่อนเช่นแผลผ่า ตัด แผลจากการกัด ไฟไหม้ หรือถลอก ฯลฯ  หรืออาจจะพบทางเข้าของเชื้อเช่นรอยโรคบริเวณง่ามนิ้วเท้าโดยเฉพาะจากโรค เชื้อราที่เท้า แผลกดทับ รอยโรคผิวหนังอื่นๆ โดยเฉพาะที่บริเวณขาและเท้าเป็นต้น

3.   ผู้ ป่วยบางรายอาจจะมีโรคที่เกิดกลับเป็นซ้ำ  ซึ่งควรจะต้องค้นหาสาเหตุของการเกิดโรคซ้ำเช่นแผลหรือทางเข้าของเชื้อจากรอย โรคหรือแผลที่เท้า หรือการพบมีปัญหาของ venous หรือ lymphatic drainage เช่นผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดต่อมน้ำเหลืองออกในการรักษามะเร็ง, ผู้ป่วยที่ถูกตัดหลอดเลือดดำที่ขาเพื่อนำไปใช้ในการทำ coronary bypass graft เป็นต้น

การตรวจร่างกาย
ตำแหน่ง ที่พบรอยโรคของ โรคไฟลามทุ่ง และโรค cellulitis บ่อยที่สุดคือบริเวณขาส่วนล่าง มักเป็นข้างเดียว แต่ก็สามารถพบได้ในตำแหน่งอื่นๆ เช่นกัน ในทารกแรกเกิดจะพบบ่อยบริเวณรอบๆสะดือ (periumbilical skin) และ สามารถพบ perianal cellulitis ได้ในเด็ก

1.                   การตรวจร่างกายจะผื่นที่มีลักษณะแดง กดเจ็บ ปวดบวมและร้อน จำนวนหนึ่งรอยโรคหรืออาจจะมีจำนวนมากกว่าหนึ่งรอยโรคก็ได้ โดยจะลามขึ้นอย่างรวดเร็ว และมักจะร่วมกับการมีไข้สูง หรือหนาวสั่น ในกรณีของโรคไฟลามทุ่งผื่นจะเป็นปื้นสีแดงสด ขอบเขตชัดเจนแยกจากผิวหนังปกติได้ชัด ผื่นนูนและบวมเป็นมันดูคล้ายผิวเปลือกส้ม โดยสีของผื่นอาจจะเปลี่ยนเป็นสีแดงคล้ำมีตุ่มน้ำบนผื่น และผื่นจะลามกว้างขึ้นเร็วโดยอาจลามกว้างได้ถึง 2-10 เซนติเมตรต่อวัน และอาจจะพบรอยโรคสีแดงเป็นเส้นของการอักเสบของหลอดน้ำเหลือง (lymphangitis) ซึ่งเป็นเส้นแดงที่มีทิศทางตามหลอดน้ำเหลืองที่ไปยังต่อมน้ำเหลืองเฉพาะที่ บริเวณนั้น และอาจพบมีต่อมน้ำเหลืองโตได้  ส่วน cellulitis จะพบรอยโรคคล้าย erysipelas แต่ขอบเขตของโรคไม่ชัดเจนและอาจพบมีตุ่มน้ำเล็ก ใหญ่ (vesicles and blisters), เลือดออก (hemorrhage) หรือเนื้อตาย (necrosis) ร่วมด้วยได้ การพบ local complications เช่น abscesses, necrosis จะพบได้บ่อยกว่าใน cellulitis
การตรวจทางห้องปฏิบัติการ

1.   การ ตรวจทางห้องปฏิบัติการเบื้อต้นโดยทั่วไปเช่นการทำ complete blood count (CBC) เพื่อหาหลักฐานของการติดเชื้อ หรือมีการติดเชื้อตามระบบเช่นพบมี leukocytosis, elevated ESR หรืออาจจะพบมีโรคแทรกซ้อนทางโลหิตวิทยาอื่นๆ

2.   การ ตรวจทางห้องปฏิบัติการโดยการเพาะเชื้อแบคทีเรียเพื่อหาสาเหตุเชื้อก่อโรคของ โรคไฟลามทุ่ง และ cellulitis เช่นการทำ aspiration หรือ swab จากรอยโรคที่เปิดเพื่อย้อมสีหาเชื้อในเบื้องต้น,  การส่งเพาะเชื้อและย้อมเชื้อโดยการทำ aspiration ของ tissue fluid หลังจากฉีด nonbacteriostatic saline เข้าบริเวณรอยโรคโดยเฉพาะรอยโรคที่มีการอักเสบมากที่สุดซึ่งโอกาสที่จะได้ผล บวกจะมากกว่าเลือกบริเวณขอบของรอยโรค และ การตัดชิ้นเนื้อเพื่อส่งตรวจทางพยาธิและส่งเพาะเชื้อเป็นต้น โอกาสที่จะให้ผลบวกและสามารถเพาะเชื้อได้จากวิธีการเหล่านี้อาจจะให้ผลบวก ได้ไม่มากนัก (มีโอกาสที่จะพบได้ตั้งแต่ 7-41% ขึ้นกับวิธีการ) และอาจจะไม่ต้องทำในกรณีทั่วไปที่ไม่มีภาวะแทรกซ้อน นอกจากนั้นการเพาะเชื้อจากเลือด (blood cultures) มีความไวของการทดสอบประมาณ 0-5.5%  ซึ่งวิธีการทั้งหมดนี้แม้จะให้ผลบวกไม่มากนัก แต่ก็ควรได้รับการตรวจทางจุลชีววิทยาเพื่อหาสาเหตุของการเกิดโรคไว้โดยเฉพาะ ในกรณีที่รุนแรง มีไข้สูง หนาวสั่น แล้วจึงให้การรักษาโรค

3.   ใน ผู้ป่วยที่พบมีทางเข้าของเชื้อ เช่นรอยแตกระหว่างง่ามนิ้วเท้าควรเก็บสิ่งส่งตรวจเพื่อเพาะเชื้อแบคทีเรีย จากทางเข้าของเชื้อไว้ เพราะโอกาสที่จะให้ผลบวกจะมีมากกว่า และเป็นการหาแหล่งทางเข้าของเชื้อเพื่อป้องกันการเกิดโรคซ้ำ โดยเฉพาะในชุมชนหรือประชากรซึ่งมีความชุกของเชื้อ methicillin-resistant Staphylococcus aureus (MRSA) สูง เช่นเดียวกับถ้าพบมี collections หรือ exudates โดยเฉพาะในโรค cellulitis การเก็บสิ่งส่งตรวจจาก collections หรือ exudates ทั้งการย้อมสีเชื้อ และการส่งเพาะเชื้อ ก็จะสามารถทำให้พบผลบวกได้มากขึ้น

4.   การ ตรวจทางห้องปฏิบัติการอื่นๆ รวมถึงการตรวจเพื่อประเมินภาวะพื้นฐานของผู้ป่วย, เพื่อการวินิจฉัยแยกโรค และเพื่อใช้ประเมินความรุนแรงของโรค

การวินิจฉัยแยกโรค
Deep venous thrombosis
Erythema nodosum และกลุ่ม panniculitis
Stasis dermatitis
Contact dermatitis
Gout
Bursitis
Superficial thrombophlebitis
Septic arthritis
Well’s cellulitis (Eosinophilic cellulitis)
Sweet’s syndrome
Fixed drug eruption
Adverse effects of drugs (chemotherapy)
Inflammatory breast carcinoma (carcinoma erysipeloides)
Deep rapidly spreading soft tissue infection (eg. Necrotising fasciitis)
อื่นๆ

1.   ภาวะแทรกซ้อน

โรคไฟลามทุ่ง (erysipelas) และโรค cellulitis อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้น แม้นว่าจะพบภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้ไม่บ่อย
ภาวะแทรกซ้อนเฉพาะที่ เช่น local gangrene, necrotizing faciitis หรือเกิดมี localized abscesses หรืออาจมีภาวะแทรกซ้อนตามระบบเช่นมี severe sepsis หรือการติดเชื้อไปตามกระแสเลือดเกิดภาวะinfective endocarditis, septic arthritis หรือมี cavernous sinus thrombosis หรือเกิดภาวะแทรกซ้อนที่เป็นผลตามมาหลังจากการติดเชื้อ streptococcus เช่น post-streptococcal glomerulonephritis ซึ่งมักพบในเด็ก และอาจพบภาวะแทรกซ้อนที่เกิดจาก toxin ของเชื้อซึ่งพบได้น้อยคือ Streptococcal Toxic Shock Syndrome
นอกจากนั้นการเกิดโรคไฟลามทุ่งและโรค cellulitis ถ้าเป็นซ้ำบ่อยๆ ก็อาจเกิดทำให้มีภาวะ lymphatic obstruction เกิดขึ้นได้

การรักษา
การ รักษาโรค โรคไฟลามทุ่ง และโรค cellulitis นั้นควรพิจารณาถึงความรุนแรงของโรคตั้งแต่ต้น ถ้าโรคไม่รุนแรงสามารถให้การรักษาโดยยารับประทานหรือแบบผู้ป่วยนอกได้  และจำเป็นที่จะต้องแยกโรคไฟลามทุ่ง และโรค cellulitis ออกจาก necrotising fasciitis ก่อน เพราะมีทั้งปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรค, การพยากรณ์โรค, การรักษา ตลอดจนชนิดของเชื้อก่อโรคที่แตกต่างกัน

ผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงจำเป็นต้องได้รับการรักษาในโรงพยาบาล และใช้ยาในรูปยาฉีด โดยหลักเกณฑ์ที่ใช้พิจารณาในรายที่มีอาการรุนแรงเมื่อมีหลักเกณฑ์ดังนี้ มีอาการและอาการแสดงเฉพาะที่รุนแรง, มีความดันโลหิตต่ำ และ/ หรือมีค่า creatinine เพิ่มขึ้น, มีค่า bicarbonate ในเลือดต่ำ, มีค่า creatine phosphokinase สูงขึ้น, มีค่า polymorphonuclear neutrophils เพิ่มขึ้น หรือมีค่า C-reactive protein เพิ่มขึ้น ดังรายละเอียด
1. signs and symptoms of systemic toxicity(e.g.,fever or hypothermia, tachycardia [heartrate,
>100 beats/min], and
2. hypotension [systolic blood pressure < 90 mmHg or 20 mmHg below base line]
3. following laboratory parameter :
elevated creatinine level, low serum bicarbonate level, elevated creatine phosphokinase level(2–3 times the upper limit of normal), marked left shift, or a C-reactive protein level
> 13mg/L
การรักษาประกอบไปด้วย การรักษาจำเพาะ (specific treatments) โดยการใช้ยาต้านจุลชีพ และการรักษาอื่นๆ
การรักษาจำเพาะโดยใช้ยาต้านจุลชีพนั้น ควรคำนึงถึงเหตุของจุลชีพก่อเชื้อเป็นสำคัญ โดยทั่วไปมักต้องให้การรักษาไปก่อนที่ผลการเพาะเชื้อทางจุลชีววิทยาจะกลับมา และอาจจะใช้ผลที่ได้จากการย้อมสีเชื้อจากรอยโรค ซึ่งสามารถทำและทราบผลในเวลาไม่นานนักในการใช้ข้อมูลสำหรับการตัดสินใจในการ รักษา โดยเฉพาะเมื่อพบจุลชีพก่อเชื้อ
ยาปฏิชีวนะที่ควรเลือกใช้

1.   ใน กรณีของ erysipelas โดยเฉพาะที่บริเวณแขนและขา    ซึ่งจุลชีพก่อโรคส่วนใหญ่เป็นแบคทีเรีย streptococcus โดยเฉพาะ ?-hemolytic streptococci (โดยเฉพาะ group A) โดยระยะเวลาในการรักษาทั่วๆไป ใช้เวลาตั้งแต่ 10-14 วัน โดยสามารถเลือกใช้ยา

1.   กลุ่ม penicillins ซึ่งเป็นยามาตรฐานในการรักษา uncomplicated erysipelas ในผู้ป่วยซึ่งไม่มีประวัติแพ้ยา penicillins ได้ผลประมาณ 80% ของผู้ป่วย ซึ่งมีทั้งรูปยารับประทาน และยาฉีด ถ้าผู้ป่วยมีอาการมากอาจพิจารณารูปยาฉีด penicillin G 1 -2 million units IV ทุก 6 hr ให้รูปยาฉีดระยะเวลา 2-3 วัน และเมื่ออาการดีขึ้นสามารถเปลี่ยนเป็นรูปยารับประทานได้

2.   หรืออาจใช้ยา Amoxycillin ขนาด 3-4.5 กรัม/วัน ให้ระยะเวลา 10-20 วัน

3.   ยา ในกลุ่มอื่นๆ ที่สามารถใช้ได้ รวมถึงผู้ป่วยที่มีประวัติแพ้ยา penicillin เช่นยาในกลุ่ม macrolides  (เช่น erythromycin, roxithromycin ขนาด 150 มิลลิกรัมวันละ 2 ครั้ง and azithromycin), ยาในกลุ่ม cephalosporins (เช่น cephalexin, cefadroxil and cefotaxime), ยาในกลุ่ม fluoroquinolones (เช่น ciprofloxacin) ซึ่ง ยาในกลุ่มต่างๆ เหล่านี้มีผลการรักษาที่เทียบเท่าหรืออาจจะดีกว่าเล็กน้อย เมื่อเทียบกับการใช้ยาในกลุ่ม penicillins แต่ก็ควรคำนึงถึงการใช้ยาในกลุ่มเหล่านี้ในเรื่องของราคา, รูปแบบของการบริหารยา ดังนั้นการใช้ยากลุ่มเหล่านี้ จึงควรใช้ในกรณีที่สงสัยภาวะที่รุนแรงมากขึ้นเช่นสงสัยภาวะ complicated cellulitis

1.   ในกรณีของ cellulitis นั้นสาเหตุของโรคที่พบบ่อย อาจเกิดได้จากทั้งเชื้อ streptococcus และ Staphlococcus aureus โดยลักษณะทางคลินิกที่ใช้แยกระหว่างสาเหตุที่เกิดจากเชื้อทั้งสองนี้จะทำได้ ยาก ดังนั้นการรักษาโดยให้ยาปฏิชีวนะนั้นควรจะครอบคลุมเชื้อทั้งสองชนิด แต่ต้องระวังการติดเชื้อ cellulitis ในกรณีอื่นๆ ที่อาจมีต้นเหตุของเชื้อก่อโรคและการรักษาที่แตกต่างออกไป เช่นการสัมผัสที่เกี่ยวข้องกับสัตว์หรืออาหาร, การติดเชื้อจากการกัดหรือข่วนโดยสัตว์, การกัดจากมนุษย์, การเกิดรอยโรคที่สัมผัสกับน้ำ หรือ ปัจจัยที่เกี่ยวเนื่องกับผู้ป่วยเช่นภาวะพร่องภูมิคุ้มกัน  เป็นต้น

ยาที่ใช้ในการรักษาอาจให้คล้ายกับในกรณีของ erysipelas แต่การรักษาที่ให้อาจจะพิจารณาเฉพาะเป็นกรณีต่างๆ ดังนี้

1.   ผู้ ป่วยที่มีอาการไม่รุนแรงสามารถเลือกยาปฏิชีวนะในกลุ่มรับประทานได้ ยาที่เหมาะสมได้แก่ dicloxacillin, cephalexin, clindamycin หรือ erythromycin ในกรณีที่ผู้ป่วยแพ้ยา penicillin อาจเลือกใช้ยา clindamycin ขนาด 300 มิลลิกรัม วันละ 3 เวลา

2.   ใน รายที่อาการรุนแรงจำเป็นต้องเลือกใช้ยาปฏิชีวนะรูปฉีด โดยเฉพาะเมื่อมีอาการหรืออาการแสดงดังนี้ 1. รอยโรคลามขึ้นอย่างรวดเร็ว, 2. มีอาการตามระบบเช่นมีไข้สูงหนาวสั่น มีไข้สูงมากกว่า 37.8?C, 3. มีโรคหรือภาวะอื่นร่วมอยู่เช่น ภาวะพร่องภูมิคุ้มกัน, neutropenia, asplenia, มีอาการบวมมาก่อนหน้านี้, ตับแข็ง, ภาวะหัวใจวาย หรือ ไตวาย

โดยเลือกใช้ยาฉีดในช่วงแรกประมาณ 3-5 วัน แล้วเมื่ออาการทางผิวหนังดีขึ้นและไม่มีไข้แล้วใช้ยารับประทานต่อ โดยระยะเวลาใช้ยารักษาทั้งหมดนาน 7-14 หรือมากกว่าขึ้นกับการตอบสนองต่อยา  ยาฉีดที่เลือกใช้ เช่น cefazolin, 1.0 g i.v. ทุกๆ 6–8 ชั่วโมง, nafcillin, 1.0 หรือ 1.5 g i.v. ทุกๆ 4–6 ชั่วโมง, ceftriaxone 1.0 g i.v. ทุกๆ 24 ชั่วโมง หรือ cefazolin, 2.0 g i.v. วันละครั้งร่วมกับ probenecid 1.0 กรัมรับประทานวันละครั้ง หลังจากนั้นเมื่ออาการดีขึ้นสามารถต่อด้วยยารับประทาน dicloxacillin  0.5 กรัมรับประทานทุกๆ  6 ชั่วโมง หรือ Cephradine  0.5 กรัมรับประทานทุกๆ  6 ชั่วโมง หรือ Cephalexin 0.5  กรัมรับประทานทุกๆ  6 ชั่วโมง หรือ Cefadroxil  0.5–1.0 กรัมรับประทานทุกๆ 12–24 ชั่วโมง

1.   ในกรณีที่สงสัยเชื้อ methicillin-resistant S. aureus (MRSA) หรือในกรณีที่ผู้ป่วยมีประวัติแพ้ penicillin อย่างรุนแรงสามารถเลือกใช้ยา vancomycin 1.0–2.0 กรัม i.v. ทุกวัน หรือ  linezolid 0.6 กรัม i.v ทุก 12 ชั่วโมง แล้วต่อด้วยยารับประทาน linezolid  0.6 กรัม รับประทานทุก 12 ชั่วโมง ระยะเวลาให้ยาและหลักเกณฑ์ในการปรับเปลี่ยนเป็นยารับประทานคล้ายในข้อ 2.2

2.   ในกรณีของ cellulitis ที่เกิดจากแผลทิ่มแทง (penetrating trauma) หรือมี collection การใช้ยาปฏิชีวนะควรเป็นยาที่ออกฤทธิ์ต่อเชื้อ S.aureus เช่น dicloxacillin, cephalexin หรือ clindamycin

3.   การ เกิด recurrent cellulitis เนื่องจากสาเหตุส่วนใหญ่ของ recurrent cellulitis เกิดจาก streptococci นอกจากจะต้องหาสาเหตุของการเกิดซ้ำ และพยายามแก้ไขสาเหตุนั้น ส่วนยาปฏิชีวนะที่ใช้ควรเป็นยาที่คลอบคลุมเชื้อ streptococci อย่างในกรณีของ erysipelas และควรพิจารณาการให้ยาปฏิชีวนะเพื่อป้องกันการเกิดโรคซ้ำเช่น intramuscular benzathine penicillin 1.2 ล้านยูนิต เข้ากล้ามทุกๆ เดือน หรือ ให้ยารับประทาน erythromycin 250 มิลลิกรัม หรือยารับประทาน penicillin V 1 กรัม วันละ 2 ครั้ง

4.   สำหรับ พื้นที่ที่สามารถพบเชื้อ Community-associated infectious caused by MRSA (CA-MRSA) สูง สำหรับ cellulitis ที่ไม่มีภาวะแทรกซ้อนอาจพิจารณาเลือกใช้ยา clindamycin ตามลำพัง หรือใช้ยา ร่วมกันระหว่างยาในกลุ่ม ?-lactam กับ TMP-SMX แต่สำหรับรายที่เป็น cellulitis ปานกลางถึงรุนแรง ที่เกิดจากเชื้อ MRSA แนะนำให้ใช้ยาฉีดเข้าเส้นเลือดเช่น vancomycin, daptomycin, linezolid, หรือ tigecycline

การรักษาอื่นๆที่ควรให้ร่วมกับการรักษาจำเพาะ
เช่นการให้หยุดพักและยกขาขึ้นเพื่อช่วยลดอาการบวมและปวด, การให้ยาลดไข้ เมื่อผู้ป่วยเริ่มเดินหรือเคลื่อนไหวได้แล้วก็เริ่มใช้ผ้ายืดหุ้มพันที่ขา (elastic stocking) เพื่อลดการเกิดการบวมซ้ำและความเสี่ยงที่จะเกิด lymphedema โดยใช้ระยะเวลา 1 เดือนสำหรับคนไข้ซึ่งแข็งแรงดีมาก่อน และอาจต้องใช้เวลานานกว่าสำหรับคนไข้ซึ่งมีภาวะ venous edema หรือ lymphedema นำมาก่อน

การตรวจติดตาม และ การประเมินการตอบสนองต่อการรักษา
โดยทั่วไปโรคจะตอบสนองอย่างรวดเร็วต่อการให้ยาต้านจุลชีพที่ถูกต้อง โดยเฉพาะโรคไฟลามทุ่ง ภายในเวลา 24-72 ชั่วโมง ผู้ป่วยจะไม่มีไข้ อาการปวดจะลดลงเช่นเดียวกับกับอาการแสดงทางผิวหนังเช่นผื่นจะมีขนาดและความ หนาที่ลดลง
การไม่ตอบสนองต่อการรักษาอาจต้องคำนึงถึง จุลชีพก่อโรคชนิดอื่นๆ ที่ไม่ตอบสนองต่อยาปฏิชีวนะ,resistant strains ของ staphylococcus หรือ streptococcus และ โรคซึ่งลามลึกมากขึ้นเช่นเกิด
necrotizing fasciitis หรือ myonecrosis ตามมา
ข้อสังเกตของโรคที่ลามลึกมากขึ้นจนมีภาวะแทรกซ้อนเมื่อมีดังต่อไปนี้ (1) มีอาการปวดซึ่งไม่ได้สัดส่วนกับการตรวจร่างกาย, (2) เกิดมี violaceous bullae, (3) มีเลือดออกในผิวหนัง, (4) มีการหลุดลอกออกของผิวหนัง, (5) มีอาการชาที่ผิวหนัง, (6) มีการลามมาขึ้นอย่างรวดเร็ว และ (7) มีแก๊สเกิดใน tissue
<(1) pain disproportionate to the physical findings, (2)violaceous bullae, (3)cutaneous hemorrhage, (4)skin sloughing, (5)skin anesthesia, (6)rapid progression, and(7)gas in the tissue

(รวบรวม และ เรียบเรียง โดย Siamhealthandbeauty.com)

Reference

1.   Swartz, M, Cellulitis. The New England Journal of Medicine, 2004. 350(9): p. 904-912.

2.   Gabillot-Carr? M, Roujeau JC. Acute bacterial skin infections and cellulitis. Curr Opin Infect Dis. 2007 Apr;20(2):118-23.

3.   Bernard P. Management of common bacterial infections of the skin. Curr Opin Infect Dis. 2008 Apr;21(2):122-8.

4.   Bonnetblanc JM, B?dane C. Erysipelas: recognition and management. Am J Clin Dermatol. 2003;4(3):157-63.

5.   Stevens DL, Bisno AL, Chambers HF, Everett ED, Dellinger P, Goldstein EJ, Gorbach SL, Hirschmann JV, Kaplan EL, Montoya JG, Wade JC; Infectious Diseases Society of America. Practice guidelines for the diagnosis and management of skin and soft-tissue infections. Clin Infect Dis. 2005 Nov 15;41(10):1373-406. Epub 2005 Oct 14.

6.   Mandell GL, Douglas RG, Bennett JE, Dolin R. Principles and practice of

infectious diseases. 5th ed. Philadelphia: Churchill Livingstone. 2005.

Comments

comments

Comments

2 Responses to “โรคไฟลามทุ่ง : Erysipelas”

  1. Online Casino on October 14th, 2010 2:46 am

    excellent points and the details are more specific than elsewhere, thanks.

    – Thomas

  2. pui on June 23rd, 2012 1:17 am

    ดีมาก very good

Feel free to leave a comment...
and oh, if you want a pic to show with your comment, go get a gravatar!





.

Free PageRank Checker SiamHealthandBeauty on Twitter, SiamHealthandBeauty on Alexa