โรคตับอักเสบ ตอนที่ 2


โรคตับอักเสบ  ตอนที่ 2

hepโรคตับอักเสบ ตอนที่ 2 นี้ จะนำเสนอเรื่องชนิดและรายละเอียดของไวรัสตับอักเสบชนิดต่างๆ จากตอนที่ 1 ที่จำแนกตับอักเสบเป็น 6 กลุ่ม อันได้แก่

1.    ไวรัสตับอักเสบชนิด A
2.    ไวรัสตับอักเสบชนิด B
3.    ไวรัสตับอักเสบชนิด D
4.    ไวรัสตับอักเสบชนิด ไม่ใช่A ไม่ใช่B
5.    ไวรัสตับอักเสบชนิด C
6.    ไวรัสตับอักเสบชนิด E

เพื่อให้ผู้อ่านมีความเข้าใจในรายละเอียดยิ่งขึ้น SiamHealthandBeauty.com ได้รวบรวมและเรียบเรียงรายละเอียดของแต่ละชนิดมาฝากกันค่ะ

.

a1 ไวรัสตับอักเสบชนิด เอ: Hepatitis A Virus

สาเหตุ

สาเหตุหลัก เกิดจาก การรับเชื้อเข้าไปทางปาก การรับประทาน เช่น อาหารสดไม่ผ่านการทำให้สุก หรือ น้ำดื่มที่ไม่ได้ต้ม หรือแม้แต่ที่ปนเปื้อนของเชื้อบางครั้งจึงพบมีการระบาด ในชุมชน กลุ่มคนที่อยู่รวมกัน เช่น โรงเรียน หอพัก ค่ายทหาร เป็นต้น

อาการและอาการแสดง

หลังจากติดเชื้อไวรัสนี้แล้ว ไม่ใช่ทุกคนที่จะมีอาการหรืออาการแสดงของโรค ผู้สูงอายุมีโอกาสแสดงอาการมากกว่าเด็ก ในกรณีที่มีอาการ ก็มักเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน และอาจมีอาการไข้ เหนื่อย เบื่ออาหาร คลื่นไส้ ปวดท้อง ปัสสาวะเป็นสีเข้ม และมีอาการดีซ่าน(ผิวและตามีสีเหลือง) ปกติจะมีอาการนานไม่เกิน 2 เดือน ผู้ป่วยเพียงไม่กี่รายเท่านั้นที่มีอาการเจ็บป่วยนานถึง 6 เดือน ระยะเวลา

ฟักตัวของเชื้อไวรัสตับอักเสบ ชนิดเอในร่างกายโดยเฉลี่ย คือ 28 วัน (ช่วงเวลา: 15–50 วัน) ระยะฟักตัว ของเชื้อมีระยะเวลาตั้งแต่ 2- 6 สัปดาห์ โดยเฉลี่ยประมาณ 4 สัปดาห์หลังรับเชื้อ

บางครั้งจึงพบมีการระบาด ในชุมชน กลุ่มคนที่อยู่รวมกัน เช่น โรงเรียน หอพัก ค่ายทหาร เป็นต้น

การป้องกันการติดเชื้อ

ท่านควรล้างมือบ่อยๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังเข้าห้องน้ำ ก่อนรับประทานอาหาร และหลังการเปลี่ยนผ้าอ้อม ตรวจสอบให้แน่ใจว่า

ท่านดื่มน้ำจากแหล่งน้ำดื่มที่ได้รับการอนุมัติให้ดื่มได้ และปรุงอาหารให้สุก หรือล้างอาหารให้สะอาดก่อนรับประทาน

.

.

B2 ไวรัสตับอักเสบชนิด บี: Hepatitis B Virus

จะพบเชื้อนี้ในประชากรโลกกว่า 200 ล้านคน ประเทศไทยมี ความชุกคนของพาหะร้อยละ8 – 10 คือ ประมาณ 5 ล้านคนที่มีเชื้อไวรัสนี้ในร่างกาย

สาเหตุ
เกิดจากเชื้อไวรัส Hepatitis B Virus (HBV)  ซึ่งเป็น DNA ไวรัส  จัดอยู่ในกลุ่ม Hepadnavirus  มีส่วนของไวรัสที่สำคัญ ซึ่งเป็น antigen ที่มี markers ที่สำคัญของโรค คือ Hepatitis B surface antigen (HBsAg),  Hepatitis B core antigen (HBcAg)  และ  Hepatitis e antigen (HBeAg) ซึ่งจะมีอยู่ในเลือดและน้ำคัดหลั่ง (secretion) ต่าง ๆ ของร่างกาย

ระบาดวิทยา
เชื้อ HBV ติดต่อกันได้ทางเลือดและน้ำคัดหลั่งต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น น้ำลาย เสมหะ น้ำนม น้ำอสุจิ    โดยเลือดจะเป็นแหล่งสำคัญที่มีเชื้ออยู่เป็นจำนวนมากที่สุด และในน้ำลายมีน้อยที่สุด ผู้ที่มีเชื้อ HBV อยู่ในร่างกายเกิน 6 เดือน ถือเป็นพาหะของโรค (carrier) ซึ่งมีความสำคัญในการแพร่กระจายเชื้อไปให้ผู้อื่น ทางติดต่อที่สำคัญคือการได้รับเลือดหรือส่วนประกอบของเลือดที่มี HBV การใช้เข็มหรือหลอดฉีดยาร่วมกัน การสัมผัสกับเลือด หรือน้ำคัดหลั่งต่าง ๆ ผ่านทางผิวหนัง หรือเยื่อบุต่าง ๆ และติดต่อผ่านทางเพศสัมพันธ์ การติดต่อคล้ายกับโรคเอดส์
ผู้ที่มีการติดเชื้อ HBV เรื้อรังจะตายจากโรคตับเรื้อรัง หรือเป็นมะเร็งที่ตับ การติดเชื้อในวัยทารกและวัยเด็กมีโอกาสที่จะเป็น carrier สูงกว่าวัยผู้ใหญ่ และนำไปสู่การเสียชีวิตด้วยโรคตับได้สูงกว่าแม่ที่เป็น carrier จะถ่ายทอดเชื้อไปยังลูกได้ มีรายงานว่าประมาณร้อยละ 70-90 ของทารกที่แม่มี HBsAg จะมีอาการติดเชื้อแบบเรื้อรัง ถ้าไม่ติดเชื้อในช่วง perinatal หลังคลอดจนถึงอายุ 5 ปี เด็กที่มีแม่เป็น HBsAg carrier ก็มีโอกาสติดเชื้อ HBV ได้สูงกว่าเด็กที่แม่ไม่มี HBsAg

โดยสรุปผู้ที่เป็นพาหะของโรค (มี HBsAg) สามารถแพร่เชื้อได้ทาง
1) ทางเลือด การได้รับเลือดหรือส่วนประกอบของเลือดที่มี HBsAg อยู่
2) การใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน การใช้ของมีคมเช่นมีดโกน กรรไกรตัดเล็บร่วมกัน ซึ่งอาจมีเลือดติดผ่านเข้าตามรอยฉีกขาดของผิวหนัง
3) ติดต่อทางเพศสัมพันธ์ มีการฉีกขาดของเยื่อบุ เชื้อที่อยู่ในเลือด ในน้ำอสุจิในช่องคลอด ผ่านจากผู้เป็นพาหะไปยังผู้สัมผัสโรค ด้วยวิธีนี้สามีที่ติดเชื้อก็จะถ่ายทอดเชื้อไปยังภรรยาได้
4) แม่ที่เป็นพาหะแพร่เชื้อให้ลูกที่เกิดใหม่โดยเชื้อผ่านไปยังลูกในขณะใกล้จะ คลอด ขณะคลอด โดยเชื้อที่อยู่ในเลือด ในน้ำเมือก ในช่องคลอด และในน้ำคร่ำ ผ่านเข้าทางผิวหนัง และเยื่อบุของลูกที่อาจมีการถลอกหรือฉีกขาด
5) ทางน้ำลายถึงแม้จะมีเชื้ออยู่น้อย แต่ถ้าได้รับซ้ำๆ เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ก็อาจเป็นทาง    นำเชื้อไปสู่ผู้สัมผัสโรคได้ เช่น การใช้แปรงสีฟัน ใช้เครื่องใช้ในการรับประทานอาหาร เช่น ช้อน หลอดดูดน้ำ แก้วน้ำร่วมกัน หรือการที่แม่เคี้ยวอาหารก่อนแล้วป้อนลูกก็อาจเป็นทางถ่ายทอดเชื้อได้ทาง หนึ่ง
6) ทางน้ำนม ในแม่ที่ติดเชื้อ HBV เชื้อจะผ่านทางน้ำนมไปยังลูกได้ ในประเทศที่มีอุบัติการณ์ของการติดเชื้อ HBV ต่ำมาก เช่น ประเทศสหรัฐอเมริกา (อุบัติการณ์ร้อยละ 0.1) จะไม่แนะนำให้แม่ที่เป็นพาหะเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ แต่ในประเทศด้อยพัฒนา และหรือประเทศที่มีอุบัติการณ์ของการติดเชื้อสูงองค์การอนามัยโลกแนะนำให้ เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ได้ เพราะอัตราเสี่ยงต่อการติดเชื้อน้อยกว่าปัญหาที่จะเกิดขึ้นจากโรคอุจจาระ ร่วง โรคติดเชื้ออื่นๆ และภาวะทุพโภชนาการ ถ้าเด็กไม่ได้กินนมแม่

อาการและอาการแสดง
ระยะฟักตัวของโรค 50-150 วัน เฉลี่ย 120 วัน ส่วนใหญ่ของผู้ติดเชื้อจะไม่มีอาการ แต่อาจจะเป็นพาหะได้โดยเฉพาะในเด็กทารก การติดเชื้อในวัยทารกและเด็กเล็กโอกาสเป็นพาหะจะสูงกว่าในผู้ใหญ่
อาการของผู้ป่วยตับอักเสบบีจะเริ่มด้วยมีไข้ต่ำๆ มีอาการทางระบบทางเดินอาหาร เริ่มด้วยเบื่ออาหาร อาเจียน ปวดท้อง อาจปวดทั่วไปหรือปวดบริเวณชายโครงขวา ซึ่งเป็นตำแหน่งที่คลำพบว่าตับโต กดเจ็บ จะสังเกตว่าปัสสาวะมีสีเข้มขึ้นเป็นสีชาแก่ เริ่มมีอาการตาเหลืองตัวเหลืองในปลายสัปดาห์แรก ซึ่งเมื่อถึงระยะนี้ไข้จะลดลง อาการทั่วไปจะดีขึ้น ในเด็กส่วนใหญ่ อาการของโรคตับอักเสบจะไม่รุนแรงมากเท่าในผู้ใหญ่ ส่วนใหญ่จะหายเป็นปกติภายใน 2-4 สัปดาห์ มีส่วนน้อยที่กลายเป็นโรคตับอักเสบเรื้อรัง และบางรายที่รุนแรงมากจะมีภาวะตับวาย ซึ่งทำให้ถึงเสียชีวิต

(สำนักโรคติดต่อทั่วไป กระทรวงสาธารณสุข)

pregnancyไวรัสตับอักเสบบีขณะตั้งครรภ์

สตรี ที่ตั้งครรภ์และมีภาวะตับอักเสบบีเรื้อรัง คือตรวจเลือดพบไวรัสตับอักเสบบีในกระแสเลือด มีความสำคัญคือ มีโอกาสถ่ายทอดไปยังลูกที่เกิดออกมาได้ และทำให้ลูกเป็นโรคตับอักเสบบีเรื้อรังในภายหลังได้มาก ถ้าไม่มีการป้องกัน และเคยมีการสำรวจในประเทศไทยพบสตรีตั้งครรภ์เป็นโรคตับอักเสบบีเรื้อรังอยู่ ถึง 8-10 % และพบว่าคนในแถบเอเชียก็เป็นกันมากเหมือนๆกัน คนที่เป็นพาหะสามารถแพร่เชื้อไปที่คนอื่นได้ด้วย คนไทยที่เป็นผู้ใหญ่และไม่เคยฉีดวัคซีนป้องกันเลย พบว่ามีโอกาสติดเชื้อถึง 50% แต่ส่วนใหญ่จะสร้างภูมิต้านทานได้เองมีส่วนน้อยกลายเป็นเรื้อรังหรือเป็น พาหะ แหล่งแพร่เชื้อคือ คนที่กำลังเป็นโรคไวรัสตับอักเสบบี ทั้งที่เป็นเฉียบพลันและเรื้อรัง ติดต่อทางสารคัดหลั่ง เช่น น้ำเหลือง น้ำลาย น้ำอสุจิ และเลือด และการติดเชื้อจากแม่สู่ลูก

การถ่ายทอด เชื้อไวรัสตับอักเสบบีจากมารดาไปสู่ทารก มีความสำคัญมากเพราะทารกที่ติดเชื้อจากมารดาที่เป็นพาหะมักไม่มีอาการแต่จะ กลายเป็นโรคตับอักเสบบีเรื้อรังต่อไป ถ้าแม่มีอาการตับอักเสบบีเฉียบพลันขณะตั้งครรภ์ มีโอกาสติดไปที่ลูกมากกว่าที่เป็นเรื้อรังหรือพาหะธรรมดา

การติดต่อ โรคของลูกจากแม่ เชื่อว่าเกิดจากได้รับเชื้อจากเลือดของแม่ขณะคลอดหรือหลังคลอด ซึ่งมีการตรวจพบเชื้อไวรัสบี ( HbsAg ) ได้ภายใน 6 สัปดาห์หลังคลอด จากการศึกษาพบว่าทารกแรกคลอดมีโอกาสติดเชื้อได้ 35-80%

จะทราบอย่างไรว่าตัวเองเป็นพาหะตับอักเสบบีและติดไปถึงลูกได้

จะ ทราบได้โดยการตรวจเลือดพบว่ามีเชื้อไวรัสตับอักเสบบี (AbsAg) และถ้าตรวจพบว่ามีสารที่เรียก HbeAg ก็จะติดไปยังลูกได้ง่ายขึ้น อย่างไรก็ตาม การตรวจพบว่าตรวจพบเชื้อไวรัสตับอักเสบบีในกระแสเลือดแม่ขณะตั้งครรภ์ก็มี โอกาสทำให้ลูกที่คลอดออกมาติดเชื้อไวรัสตับอักเสบได้ และส่วนใหญ่ของทารกที่ติดเชื้อจะเป็นแบบเรื้อรังคือมีภาวะเป็นพาหะไวรัสตับ อักเสบบีในภายหลัง

ถ้าแม่เป็นโรคไวรัสตับอักเสบบีจะป้องกันลูกที่เกิดมาได้อย่างไร

เนื่อง จากทารกที่คลอดจากแม่ที่มีเชื้อไวรัสตับอักเสบบี มีการติดเชื้อจากแม่ในอัตราที่สูงและมีโอกาสเป็นโรคแบบเรื้อรังสูงด้วย จึงมีการทำการป้องกันโดยฉีดสารภูมิต้านทานให้ลูกภายใน 24 ชั่วโมงหลังคลอด

เพื่อให้ลูกมีภูมิเกิดขึ้นเลยทันที ในขณะเดียวกัน ก็ฉีดวัคซีนเพื่อให้ร่างกายสร้างภูมิต้านทานได้เองในภายหลังด้วย โดยฉีดเมื่อแรกคลอด , 1 เดือน , 2 เดือน , 6 เดือน และ 12 เดือนตามลำดับ

ถ้าให้วัคซีนในสตรีที่กำลังตั้งครรภ์จะมีผลเสียต่อทารกในครรภ์หรือไม่

ปัจจุบัน ยังไม่พบมีอันตรายต่อเด็กในครรภ์ สามารถฉีดได้ 3 ครั้ง เหมือนคนทั่วไป คือ ครั้งแรก ต่อไปอีก 1 เดือนและ 6 เดือนตามลำดับ ทั้งนี้หมายความถึงคนที่ไม่มีเชื้อเป็นพาหะและยังไม่มีภูมิต้านทานอยู่

ปัจจุบัน ได้มีการรณรงค์ให้มีการฉีดวัคซีนไวรัสตับอักเสบบีให้กับเด็กแรกเกิดตามแผน การให้วัคซีนเด็กทุกคนเหมือนกับการป้องกันโรคอื่นๆด้วย

(นพ.ธีรศักดิ์ ธำรงธีระกุล  รพ.วิภาวดี)

.

.

d3 ไวรัสตับอักเสบชนิด ดี: Hepatitis D Virus

เป็นไวรัสที่ไม่สมบูรณ์ ต้องอยู่ร่วมกับไวรัสตับอักเสบ บี พบเชื้อนี้ในกลุ่มผู้ติดยาเสพติดชนิดฉีดเข้าเส้นที่มีเชื้อไวรัส บี ทางติดต่อเช่นเดียวกับ ไวรัสตับอักเสบ บี

.

.

.

.

C4 ไวรัสตับอักเสบชนิด ซี: Hepatitis C Virus

ไวรัสตับอักเสบชนิดซีเป็นอาร์เอไวรัสที่ถูกค้นพบครั้งแรกในปี พ.ศ. 2529  และเป็นสาเหตุที่พบได้เป็นอันดับแรก ๆ ของภาวะตับอักเสบที่เกี่ยวข้องกับการได้รับเลือด  ความชุกในประเทศไทยพบได้ร้อยละ 0.8 – 1.48 ซึ่งจะสามารถพบได้ในกลุ่มประชากรที่ได้รับเลือดจากการบริจาคหรือในผู้ป่วยที่มีประวัติการใช้ยาเสพติดชนิดฉีดเข้าเส้นทางติดต่อที่สำคัญ คือ การได้รับเลือดหรือส่วนประกอบของเลือดที่มีการปนเปื้อนเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดซี  นอกจากนั้นอาจติดจากการใช้ยาเสพติดชนิดฉีดยาเสพติดเข้าเส้น การสัก หรือการฝังเข็ม การเจาะหู โดยใช้อุปกรณ์ที่ไม่สะอาดเป็นต้น  ส่วน การติดต่อทางเพศสัมพันธ์และการติดต่อจากแม่ไปสู่ลูก และการติดต่อในครอบครัวพบได้น้อยมาก ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนที่จะป้องกันไวรัสตับอักเสบชนิดซีได้ ผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่ทราบว่าติดเชื้อไวรัสซีเพราะมักจะไม่มีอาการ แต่ตรวจพบจากการตรวจเลือดของตับอักเสบและไวรัสซีในเลือด  นอกจากในกรณีที่ติดเชื้อมานานและทำให้มีผลต่อการทำงานของตับทำให้เกิดอาการอ่อนเพลีย หรืออาการของโรคแทรก เช่น ตับแข็ง หรือ มะเร็งตับ

สาเหตุ

ปัจจัยเสี่ยงไวรัสตับอักเสบชนิด ซี สามารถเกิดได้กับคนทุกเพศ ทุกวัย มีสาเหตุได้หลายปัจจัย ดังนั้นทุก ๆ คนควรจะหาวิธีที่จะป้องกันไม่ให้เกิดความเสี่ยงนั้น ๆ โดยพยายามหลีกเลี่ยงการรับเลือดของผู้อื่นที่มีการติดเชื้อ , หลีก เลี่ยงการใช้เข็มฉีดยาร่วมกันในกลุ่มผู้ติดยาเสพติด หรือไม่ควรสัก เจาะหู หรือฝังเข็มที่ปนเปื้อนเลือดของผู้อื่นที่บังเอิญมีเชื้อนี้อยู่ การเปลี่ยนคู่นอนบ่อย ๆ หรือการมีเพศสัมพันธ์โดยที่ไม่มีการป้องกันโดยใส่ถุงยางอนามัยก็มีโอกาสติด เชื้อได้สำหรับบุคคลที่อยู่ร่วมกับผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิด ซี ก็ควรหลีกเลี่ยงการใช้ใบมีโกน, แปรงสีฟัน และอุปกรณ์ตัดเล็บร่วมกัน กลุ่มที่มีการเสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัส ซี ได้แก่  ผู้ที่ใช้ยาเสพติด ผู้ที่ได้รับเลือดหรือการเปลี่ยนอวัยวะก่อนปี 2535 ที่เริ่มทำการตรวจคัดกรองเลือดบริจาค, ผู้ ป่วยที่ล้างไต คนที่ถูกเข็มตำปนเปื้อนเลือดผู้ป่วยที่เป็นไวรัสซี โอกาสที่จะแพร่เชื้อไปที่คู่ครอง หรือบุตรแรกเกิดจะค่อนข้างน้อยมาก

ผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัสซีบุคคลที่ควรได้รับการตรวจเพื่อหาเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิด ซี

·      ได้รับเลือดหรือส่วนผสมของเลือด และการเปลี่ยนถ่วยอวัยวะ ก่อน พ.ศ. 2529

·      ใช้เข็มฉีดยาร่วมกับผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซี

·      ได้รับการล้างไตเป็นประจำ

·      มีค่าการทำงานของตับ (ALT) ผิดปกติ

·      บุคลากรที่ทำงานทางด้านสุขภาพ และมีโอกาสสัมผัสเข็ม, ของมีคม และสารคัดหลั่งของผู้ป่วยที่มีการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิด ซี

·      ทารกแรกเกิดที่มารดาติดเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิด ซี

บุคคลที่มีความเสี่ยงในการติดเชื้อไวรัส ซี

·      เปลี่ยนคู่นอนบ่อยและมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน

·      ได้รับการสัก เจาะหู หรือฝังเข็มที่ปนเปื้อนเลือดของผู้อี่น

·      การใช้เข็มฉีดยาเสพติดร่วมกัน

·      การใช้ใบมีดโกน หรือแปรงสีฟันร่วมกับบุคคลที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิด ซี 

การตรวจวินิจฉัยโรคตับอักเสบจากไวรัสซี

1.      ตรวจค่าการทำงานของตับ โดยตรวจค่า AST, ALT ซึ่งจะบ่งชี้ถึงการอักเสบของตับ ซึ่งค่าปกติจะน้อยกว่า 40 ยูนิต/ลิตร

2.      ตรวจภูมิต้านทานเชื้อไวรัสซี (Anti HCV) ถ้ามีผลเป็นบวก แปลว่าท่านเคยได้รับเชื้อไวรัส ซี จึงต้องตรวจยืนยันด้วยการดูตัวเชื้อไวรัสซีในกระแสเลือดโดยวิธี PCR และหาปริมาณของไวรัสตับอักเสบ ซี ต่อไป

3.      ตรวจหาสายพันธุ์ของไวรัสตับอักเสบ ซี (Genotype) และการตรวจหาปริมาณเชื้อจะมีผลต่อระยะเวลาการรักษาและการตอบสนองต่อการรักษา

4.      ตรวจดูลักษณะโครงสร้างของตับด้วยการทำอัลตราซาวน์ หรือเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์

5.      ตรวจพยาธิสภาพของเนื้อตับด้วยการเจาะตับเพื่อประเมินการอักเสบและภาวะพังผืดในตับภาวะตับแข็งหรือสงสัยมะเร็งตับ

(รศ.พญ. วโรชา  มหาชัยหน่วยทางเดินอาหาร  ภาควิชาอายุรศาสตร์โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์)

.

.

e5 ไวรัสตับอักเสบชนิด อี : Hepatitis E Virus

มีรายงานการระบาดของไวรัสนี้ในบางประเทศ ในประเทศไทยยังพบไม่มากนัก ติดเชื้อไวรัสนี้โดยการกิน เช่นเดียวกับไวรัสตับอักเสบ เอ

.

.

.

.

(รวบรวม และ เรียบเรียง โดย Siamhealthandbeauty.com)

Comments

comments

Comments

Feel free to leave a comment...
and oh, if you want a pic to show with your comment, go get a gravatar!





.

Free PageRank Checker SiamHealthandBeauty on Twitter, SiamHealthandBeauty on Alexa