หลวงปู่เณรคำกับข่าวต่างๆ/กรณียายลอนผู้บริจาคที่ดินวัด/ประวัติหลวงปู่เณรคำ


June 25, 2013 by  
Filed under Merit Talk, ข่าวสารทั่วไป

.

.

สวัสดีค่ะ ชาว siamhealthandbeauty.com ทุกท่าน ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมานี้ คงไม่มีข่าวไหนโด่งดังสะเทือนใจชาวพุทธไปมากกว่าข่าว “หลวงปู่เณรคำ” หรือ พระอาจารย์ ดร.วิรพล ฉัตติโก  ประธานสงฆ์วัดป่าขันติธรรม ในกรณีที่มีแหล่งข่าวรายงานว่า ท่านมีเครื่องบินส่วนตัว รวมกับพฤติกรรมอื่นๆ ที่อาจไม่เหมาะสม ทั้งนี้ข้อเท็จจริงเป็นเช่นไร คงไม่มีใครทราบจนกว่าจะมีการสอบสวนให้กระจ่าง ทางเวปไซด์ของเราไม่มีเจตนาชี้ถูกผิด แต่ทั้งนี้เราได้ทำการรวมรวบข้อมูลต่างๆที่อยู่ในความสนใจของประชาชน มาให้คุณผู้อ่านที่ติดตามข่าว ได้พิจารณาจะใช้ดุลยพินิจกันดูในภาษาที่เข้าใจได้ง่าย โดยทั้งนี้เป็นเพียงการรวบรวมข่าวสารจากเแหล่งต่างๆ เท่านั้นคะ พร้อมกันนี้ขอขอบคุณภาพและแหล่งข่าวทุกแหล่งค่ะ

.

144689ภาพถ่ายและคลิปของ“หลวงปู่เณรคำ”ที่เป็นข่าว

1371820179-Nenkam37-o

1371817189-48165845a-o

images

phranangekhruueng_0

Y12702603-38

1371906037-BM06-o

1371823045-Y127026032-o

1371824900-5663600148-o

DSC_7199

1371823187-1011948602-o

Nen Com 02

.

144689คลิปบุคคลหน้าคล้าย“หลวงปู่เณรคำ” บนเครื่องบิน

.

.

144689คลิปจากรายการเจาะข่าวเด่น


korea_41จากคลิปในรายการเรื่องเด่นเย็นนี้ของคุณสรยุทธ มีลูกศิษย์ของ“หลวงปู่เณรคำ” ออกมาตอบโต้เรื่องดังกล่าวดังนี้

1) เครื่องบินในภาพลำดังกล่าวไม่ใช่เครื่องบินส่วนตัว

แต่เป็นเครื่องบินที่มีญาติโยมมารับ “หลวงปู่เณรคำ”ไปทำกิจต่างๆ

2) ภาพชู 2 นิ้ว ของ “หลวงปู่เณรคำ” ที่มีกระแสวิจารณ์ว่าไม่เหมาะสม นั้น แท้จริงแล้ว

ลูกศิษย์อ้างว่า ภาพบน เครื่องบิน คือ การให้ กำลังใจนักบิน

ภาพในห้างสรรพสินค้า คือ สั่งซื้อสินค้า 2 ชิ้น

3) ภาพที่โพส เอียงตัวบนรถเบนซ์

ลูกศิษย์อ้างว่า คือ ปริศนาธรรม ที่ตีความว่า “หลวงปู่เณรคำ”อยากให้ลูกศิษย์ขยันและ พร้อมกันนั้น คือ ความหมายว่าไม่มีสิ่งใดในโลกเป็นของเรา

4) การใช้กระเป๋าหลุยห์ของ “หลวงปู่เณรคำ”

ลูกศิษย์อ้างว่า แท้จริงแล้ว “หลวงปู่เณรคำ”ไม่ได้ซื้อเอง แต่ ญาติโยมบริจาค เพราะ เชื่อว่าถ้าให้สิ่งดีๆ แก่ พระที่นับถือ คนๆนั้นจะได้รับสิ่งดีๆ ตอบแทนกลับมาด้วย

5)บ้านที่มีเนื้อที่หลายไร่ รูปทรงคล้ายโรงแรม

ลูกศิษย์อ้างว่า ไม่ใช่บ้านของหลวงปู่แต่เป็นสถานที่ปฎิบัติธรรม

6) เรื่องของรถนำขบวนจำนวนหลายคันที่วิ่งนำรถของ“หลวงปู่เณรคำ”เวลาไปไหน

ลูกศิษย์อ้างว่า เกิดจากตำรวจอาสามาอารักขาหลวงปู่ เพราะศรัทธา“หลวงปู่เณรคำ”

.

.

korea_41ในขณะเดียวกัน ปรากฏภาพพระสงฆ์ที่มีหน้าคล้าย“หลวงปู่เณรคำ” ในเวปไซด์ http://www.flickr.com มีผู้โพสภาพโดยใช้ชื่อว่า“หลวงปู่เณรคำ” ซึ่งภาพดังกล่าว เกี่ยวข้องกับ การซื้อหรือ เยี่ยมชม บริษัทผลิตเครื่องบิน

Clip_10

Clip_9

Clip_12

Clip_14

Clip_11

Clip_13

1371826694-swatch-o

.

.

กรณีอื่นๆที่มีข่าวเกี่วข้องกับ“หลวงปู่เณรคำ”

korea_41+ ภาพที่มีคนหน้าคล้ายหลวงปู่ถ่ายกับสีกา

“ลูกศิษย์อ้างว่า เป็นเพียงภาพตัดต่อ เพราะโดนกลั่นแกล้งจากลูกศิษย์ที่อกตัญญู”

1371852283-ScreenShot-o

1371867026-kam-o

สำหรับในกรณีภาพนี้ มีสมาชิกท่านหนึ่งในเวปไซด์Pantip

ได้ตั้งสมมุติฐานว่าไม่ใช่ภาพตัดต่อด้วยเหตุผลดังนี้

(ขอบคุณที่มา http://pantip.com/topic/30635274)

ผมจะวิจารณ์ออกเป็น 2  ข้อ
1  การไดคัดภาพ การตกแต่งภาพให้เสมือน จะได้รู้ว่าภาพนี้ตัดต่อ หรือ จริง (กราฟิก)
2  วิจารณ์ตามทฤษฏีสีหน้า อารมณ์ เหตุการณ์  (จิตวิทยาร่างกายมนุษย์)

ข้อที่  1 การไดคัดภาพ การตกแต่งภาพให้เสมือน จะได้รู้ว่าภาพนี้ตัดต่อ หรือ จริง (กราฟิก)
หลักการ—     ถ้าเป็นการตกแต่งภาพ จุดที่ควรจะสังเกต ของการทำไดคัทภาพหรือตกแต่งภาพ คือ บริเวณลำคอ  เพราะคนตัดต่อภาพ เขาจะเอา ร่างกาย (ส่วนคอลงไป) ร่างกายอวัยะจากภาพอื่นมาทำสมูทภาพ กับใบหน้าของ เณรคำ
วิจารณ์—   เป็นภาพที่ไม่ได้ตกแต่งจากโปรแกรมโฟโต้ช๊อป หรือ โปรแกรมกราฟิกใด ๆ ข้อสังเกตคือ บริเวนลำคอ ไม่มีร่องของการสมูทภาพ
หรือร่องรอยของการเกลี่ยสี เพราะพื้นผิวลำคอ ไปถึงต้นคาง เว้า โค้ง ไปตรงกับภาพต้นฉบับแปะ  ซูมดูชัดๆ ก็หาแสงและเงา หรือขอบเส้นของสะเเกล จากการตกแต่งโดยโปรแกรมกราฟิก จับผิดของการตกแต่งไม่มี (ภาพจากการตัดต่อ จะมีจุดเสียอยู่นิดๆ คนทำกราฟิกเท่านั้นจะมองเห็น)
จุดสังเกต จุดที่ 2 คือเส้นผมของผู้หญิง  ถ้าตัดต่อโดยใช้โฟโต้ช็อป  จะมองเห็นถึง แสง เงา ของภาพสองภาพมาชนกัน สรุปคือเส้นผมของผู้หญิงมาบรรจบที่ ศรีษะ โดยเป็นภาพต้นฉบับ คือ หากนั่งไล่สีจาก ปลายหูของผู้ชาย มาจนถึง เส้นผมของคนที่นอนอยู่ข้าง จะเห็นว่า
สีบาร้านท์ กันโดยเกิดจากแสงในตอนถ่ายภาพ
จุดสังเกต ที่่3 คางไม่ได้มีรอยไดคัทได ๆ จากโปรแกรมตัดภาพ  เพราะถ้าตัดต่อ หรือตกแต่ง  การบาร้านท์ของสี บริเวณที่คางจะออกเป็นโทนสีอื่น นิดๆ  (เพราะจะเกิดจากการเกลี่ยสี หรือไดคัท)
สรุป  ไม่ใช่ภาพตัดต่อ สี แสง เงา เป็นโทนของแสงจากภาพต้นฉบับ ไม่ว่าจะเป็นใบหน้าของผู้ชาย หรือปลายเส้นผมของผู้หญิง

ข้อที่ 2   วิจารณ์ตามหลักทฤษฏีสีหน้า อารมณ์ เหตุการณ์  (จิตวิทยาร่างกายมนุษย์)
จุดสังเกต  ริมฝีปาก   ขุมตา  โหนกแก้ม  โหนกคิ้ว   และใบหู   ถ้าสังเกตดีๆ จะมีสีแดง ฉาบทาตามผิวหนัง เกิดจากเลือกซูบฉีด
มาตามเส้นระบบประสาท  ถ้าเราทำกิจกรรมอะไร ก็ตามแต่ ที่เป็นการออกแรง  ไม่ว่าจะวิ่ง จะเต้น หรือ การมีเซ็กซ์บนเตียง  สิ่งเหล่านี้เป็นพฤติกรรมที่ไปบีบให้หัวใจ กระสับกระส่าย เต้นเร็วผิดจังหว่ะ หายใจ แรงๆ ฝืดๆ ทำให้เลือดวิ่งไปใบหน้าและใบหู หรือส่วนผิวหนังที่บอมบาง(ผิวจมูก) ก็จะทำให้ส่วนบริเวณนั้นมีสีแดง ขึ้น  เป็นแดงจ้า แดงหวาน ขึ้นอยู่กับร่างกายของแต่ละคนไป สุดท้ายร่างกายก็จะอ่อนเพลีย บางคนก็เผลอหลับนอนกันไป  (ปล. สังเกตไฝ ด้วย)

ข้อสงสัยที่สำคัญคือ…
การโผล่ออกมาให้เห็นถึงหน้าผากขอสีกา (นิด ๆ )  นั่นหมายความว่า อาจจะเป็นคนถ่ายภาพเอง เพราะถ้าสังเกตุดูดีๆ
เหมือนกำลังหันใบหน้า มาทางซ้ายของภาพ ระดับ 25 องศา  ก็หมายถึง ไม่หลับไม่นอน หรือนอนไม่หลับ อาจจะหยิบโทรศัพท์มือถือมากดถ่าย
(ฟันธงว่าเป็นภาพจากโทรศัพท์ พิกเซล ไม่น่าจะถึง  1 ล้าน พิกเซล)

—————————————————————

korea_41ในขณะเดียวกัน ในเรื่องของสีกานั้น ไม่ทราบได้ว่าเป็นเรื่องเดียวกันหรือไม่ แต่ก็ได้มีผู้สื่อข่าวจากหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งได้ทำข่าวในประเด็นนี้ดังนี้ค่ะ ขอบคุณที่มาhttp://www.naewna.com/local/56777

56777

22 มิ.ย. 2556 ผู้สื่อข่าวเข้าไปตรวจสอบที่บ้านหลังหนึ่ง ใน อ.น้ำเกลี้ยง จ.ศรีสะเกษ หลังจากได้รับแจ้งจากแหล่งข่าว ซึ่งอ้างว่า พระดังรูปหนึ่ง ได้ไปสร้างบ้านไว้ที่นั่น 1 หลัง เมื่อไปถึงพบบ้านหลังใหญ่ลักษณะชั้นครึ่ง ปลูกอยู่ด้านหลังบ้านหลังเล็กที่อยู่ติดถนน แต่บ้านหลังใหญ่อยู่ลึกเข้าไปห่างจากถนนประมาณ 100 เมตร ซึ่งเป็นบ้านที่สร้างไปได้ประมาณ 60 เปอร์เซ็นต์ เมื่อคำนวนด้วยสายตาคาดว่า หยุดสร้างไปนานไม่ต่ำกว่า 2 ปี

นายถวิล จันพะวา เจ้าของที่ดินแปลงที่ปลูกสร้างบ้านหลังดังกล่าวเล่าว่า บ้านหลังดังกล่าว หลวงปู่เณรคำ แห่งวัดป่าขันติธรรม อ.กันทารมย์ จ.ศรีสะเกษ ซึ่งได้มาติดพันลูกสาวตนเป็นผู้สร้างไว้ แต่ตอนหลังได้หนีหายไป ไม่ได้ให้เงินมาสร้างต่อทิ้งลูกสาวตนไป ลูกสาวตน จึงได้แต่งงานกับผู้ชายอีกคนหนึ่งไป เมื่อประมาณ 2 ปีมาแล้ว

ชายคนเป็นพ่อ เล่าต่อไปว่า เมื่อประมาณปี 2546 พระรูปดังกล่าวได้มาที่หมู่บ้าน เพื่อมาหาที่จะสร้างวัดป่า และได้รู้จักกับลูกสาว ซึ่งขณะนั้นลูกสาวเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 จนกระทั่งได้เสียกัน พร้อมกับมาสร้างบ้านไว้ให้ ที่สร้างไปแล้วนี่หมดเงินประมาณ 2 ล้านกว่าบาท ซึ่งพระรูปนั้นได้รับปากกับตนว่า จะอยู่ในผ้าเหลืองอีก 3 ปี แล้วจะสึกมาอยู่กินกับลูกสาวตน เมื่อครบ 3 ปีแล้ว  ก็ยังไม่ยอมสึก ยึดเวลาไปอีกเรื่อยๆ ลูกสาวตนก็ต้องการที่จะมีครอบครัวเป็นตัวเป็นตน ไปไหนมาไหนจะได้ไม่อายเขาแต่พระบ่ายเบี่ยงมาเรื่อย จนกระทั่งเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมาได้หายหน้าไปเลย

“ตอนแรกที่มา ตนก็ไม่ได้คิดไม่ว่าจะเป็นอะไร แต่ขอให้ออกจากวัดมาอยู่กินกับลูกสาวตามประสาคู่ผัวตัวเมีย เหมือนชาวบ้าน ผัวเมียคู่อื่นเขา รังเกียจอะไรไม่ว่าจะยากดีมีจนขอให้ออกสึกออกมา เท่าที่ดูจะชอบดื่มเหล้าด้วย เวลามาหาลูกสาวจะขับรถเบนซ์มาเอง และมีเหล้าติดมาครั้งละ 2-3 ขวดทุกครั้ง บางครั้งขับรถมาในสภาพเมาจนต้องหามลงจากรถเลยก็มี คนเป็นพ่อ กล่าว

.

.

.

144689กรณีที่ดิน ที่คุณยายลอนถวาย“หลวงปู่เณรคำ” เพื่อสร้างวัดนั้น

แต่หลวงปู่ไม่ยอมสร้างวัดกลับทำเป็นแค่สำนักสงฆ์

ข่าวจาก ASTVผู้จัดการออนไลน์    21 มิถุนายน 2556 13:33 น.

คลิกชมภาพต่อไป

มีรายละเอียดดังนี้

เจ้าของที่ดินไล่ “หลวงปู่เณรคำ” พ้นสำนักสงฆ์ขันติธรรม-ทวงคืนมาจัดตั้งวัดอย่างถูกต้อง(ชมคลิป)

นางลอน มนัส หรือ คุณแม่ลอน อายุ 68 ปี เจ้าที่ดินจัดตั้งวัดป่าขันติธรรม
ศรีสะเกษ – “คุณแม่ลอน” เจ้าของที่ดินตั้งวัดป่าขันติธรรมไล่ “หลวงปู่เณรคำ” ออกจากสำนักสงฆ์ขันติธรรม หลังไม่ทำตามสัญญาที่ตกลงกันไว้ว่าจะสร้างวัดให้ถูกต้อง ระบุถามทีไรอ้างหากตั้งวัดกลัวสำนักพุทธเข้ามาตรวจสอบทรัพย์สินเงินบริจาค เผยหลังเรื่องฉาวเงียบลงจะจัดตั้งวัดอย่างถูกต้องขึ้นใหม่บนที่เดิมและไม่ ให้ “หลวงปู่เณรคำ” เข้ามาบริหารเด็ดขาด

วันนี้ (21 มิ.ย.) ที่บ้านยาง ต.ยาง อ.กันทรารมย์ จ.ศรีสะเกษ นางลอน มนัส หรือ คุณแม่ลอน อายุ 68 ปี ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินประมาณ 15 ไร่ที่มอบให้ พระวิรพล สุขผล หรือ หลวงปู่เณรคำ ฉัตติโก ดำเนินการสร้างวัดป่าขันติธรรม บ้านยาง ต.ยาง อ.กันทรารมย์ จ.ศรีสะเกษ กล่าวว่า

จากกรณีที่พระรูปหนึ่งอ้างว่าเป็นประชาสัมพันธ์ของวัดป่าขันติธรรม ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่า หลวงปู่เณรคำจะไม่ยอมตั้งวัดป่าขันติธรรมให้เป็นวัดที่ถูกต้องตามกฎหมาย โดยเมื่อสร้างพระแก้วมรกตจำลององค์ใหญ่ที่สุดในโลกเสร็จแล้วจะยุบวัดป่า ขันติธรรม นั้น ตนรู้สึกเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะในตอนแรกที่มอบที่ดินตรงจุดนั้นให้หลวงปู่เณรคำ ฉัตติโก เนื่องจากต้องการให้จัดสร้างวัดอย่างสมบูรณ์ ซึ่งทางหลวงปู่เณรคำเองก็ตกลงที่จะดำเนินการตามที่ตนต้องการ

จนกระทั่งระยะเวลาผ่านไปนานร่วม 10 ปีก็ยังไม่มีการดำเนินการสร้างวัดแต่อย่างใด มีเพียงแค่การยื่นเรื่องเสนอทางกรมการศาสนาเพื่อขอสร้างวัด และขอใบอนุญาตตั้งวัด กระทั่งใบอนุญาตได้หมดอายุตามกำหนดเวลา 5 ปีก็ยังไม่สามารถดำเนินการสร้างวัดได้สำเร็จ

ตนได้ไปสอบถามข้อเท็จจริงจากทางหลวงปู่เณรคำอีกครั้ง แต่กลับได้คำตอบว่าจะไม่มีการสร้างวัด แต่จะสร้างเป็นวิหารหลวง โดยหลวงปู่เณรคำแจ้งว่าหากสร้างเป็นวัดขึ้นมาก็จะต้องมีการตรวจสอบรายได้ เงินบริจาคต่างๆ จากสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติและหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง

นางลอนกล่าวต่อว่า จุดมุ่งหมายตั้งแต่แรกในการมอบที่ดินให้หลวงปู่เณรคำ นั้น สืบเนื่องจากหลวงปู่เณรคำถูกชาวบ้านชุมนุมขับไล่ให้ออกไปจากป่าช้าของชาว บ้าน ทำให้ต้องหาที่อยู่ใหม่ ตนจึงได้มอบที่ดินของตัวเองจำนวนประมาณ 15 ไร่ให้สร้างวัด และต้องการทำบุญโดยการสร้างวัดที่สมบูรณ์แบบ เพราะตนมีอายุ 68 ปีแล้ว แต่หลวงปู่เณรคำไม่ทำตามสัญญา ตนจึงจะดำเนินการสร้างวัดเองตามเป้าหมายที่ตั้งไว้แต่เริ่มแรก โดยจะไม่ให้หลวงปู่เณรคำและพระสงฆ์บางรูปอยู่ในวัดนี้ด้วย

ในช่วงแรกที่ตนรู้จักกับหลวงปู่เณรคำ ท่านเป็นพระที่ดีมากไม่มีเรื่องราวเสียหาย จนกระทั่งผ่านมา 2-3 ปีให้หลังพฤติกรรมเริ่มเปลี่ยนไป โดยไม่ยอมมาจำพรรษาที่วัดป่าขันติธรรม (สำนักสงฆ์ขันติธรรม) แต่จะกลับมาวัดเฉพาะช่วงที่มีการจัดงานที่วัดเท่านั้น ซึ่งหลังจากเสร็จงานหลวงปู่เณรคำก็จะนำเอาเงินไปด้วย และเดินทางไปทำกิจนิมนต์ต่อ แต่ไม่ทราบว่าหลวงปู่เณรคำรับกิจนิมนต์ที่ใดบ้าง ซึ่งในจุดนี้ทำให้ตนคิดว่าหากหลวงปู่เณรคำมีกิจนิมนต์มากก็ไม่จำเป็นต้อง เข้ามาอยู่ที่วัดแห่งนี้ ส่วนจะไปอยู่ที่ใดก็เป็นสิทธิ์ของท่านที่จะเลือกทางเดินเอง

นางลอนกล่าวต่อว่า การที่มีข่าวความไม่เหมาะสมเกี่ยวกับหลวงปู่เณรคำได้ส่งผลกระทบต่อจิตใจตน เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะชาวบ้านในหมู่บ้านที่ต่อต้านหลวงปู่เณรคำมาโดยตลอดก็ได้ต่อต้าน มากกว่าเดิม ชาวบ้านต่างพากันสมน้ำหน้าในการตัดสินใจของตนกับพวกที่มอบที่ดินให้หลวงปู่ เณรคำเพื่อสร้างวัดแต่กลับไม่ได้เป็นวัดอย่างที่ใจต้องการไว้ ซึ่งก็ไม่เป็นไร หลวงปู่เณรคำทำตัวของท่านเอง อีกทั้งท่านไม่ได้อยู่สังกัดใด พระผู้ใหญ่ก็ปกป้องไม่ได้

ทั้งนี้ หลังจากที่ข่าวคราวของหลวงปู่เณรคำเงียบลงแล้ว ตนจะนำที่ดินที่ตั้งสำนักสงฆ์ขันติธรรมคืนมาเพื่อไปขออนุญาตสร้างเป็นวัดที่ ถูกต้องสมบูรณ์แบบ และจะตั้งชื่อวัดใหม่อย่างที่ตนและชาวบ้านทุกคนต้องการ และพระแก้วมรกตจำลองก็จะยังประดิษฐานอยู่ที่แห่งนี้เพื่อให้พุทธศาสนิกชน กราบไหว้บูชาต่อไป

“ส่วนหลวงปู่เณรคำ ฉัตติโก กับพระสงฆ์บางรูป โดยเฉพาะพระฐกฤต นั้นจะไม่ให้อยู่ที่วัดแห่งนี้และไม่ให้เข้ามาบริหารวัดอีก เพราะไม่อยากให้เสื่อมเสียไปมากกว่านี้” นางลอนกล่าวในตอนท้าย

.

144689คลิปคุณยายลอนร้องทุกข์ ว่าถูกลูกศิษย์ของหลวงปู่ทองคำขู่ฆ่า จากรายการเรื่องเล่าเช้านี้

.

ข่าวลูกศิษย์หลวงปู่เณรคำ ไม่ได้ข่มขู่คุณยายลอน

ที่มาจากแหล่งข่าวหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ค่ะ http://www.dailynews.co.th/thailand/214040

มื่อเวลา 08.30 น.  วันที่ 23 มิ.ย. ที่สมาคมวิชาชีพผู้สื่อข่าว อ.บางใหญ่  จ.นนทบุรี  กลุ่มลูกศิษย์หลวงปู่เณรคำ เครือข่ายบ้านวิมุติธรรม ซึ่งมี ดร.สุขุม  วงประสิทธิ์ เป็นประธานที่ปรึกษา  นายภัทรเดช  โสพรรณพาณิชกุล หรือเสี่ยก้าวหน้า  พร้อมด้วยคณะลูกศิษย์หลวงปู่จากต่างจังหวัดหลายสายจากทุกภูมิภาค  ได้เดินทางมาที่ลานอนุสาวรีย์พระเจ้าตากสินมหาราช  หน้าสมาคมวิชาชีพผู้สื่อข่าวแห่งประเทศไทย  ร่วมกันทำบุญตักบาตรยามเช้า  หลวงพ่อปานขาว  พร้อมคณะสงฆ์

นายภัทรเดช หรือเสี่ยก้าวหน้า  เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า ตนกับกลุ่มลูกศิษย์หลวงปู่เณรคำ ไม่มีใครไปข่มขู่ยายลอน  เพราะทุกคนรวมทั้งพระทุกรูป  ในวัดป่าขันติธรรมต่างก็รักและเคารพยายลอน  ในฐานะที่เป็นญาติธรรม  ช่วยดูแลให้ความสะดวกทุกอย่างมาโดยตลอด  และยายลอนเองก็ไม่เคยทวงที่ดินคืน  ไม่เคยให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวว่าจะขอที่ดินคืน  เพียงแต่ต้องการให้มีการก่อสร้างวัดป่าขันติธรรมให้เสร็จไวๆ  ซึ่งประเด็นเกี่ยวกับเรื่องที่ดินดังกล่าว  นายภาณุ  สุขวัลลิ  โฆษกฝ่ายฆราวาสของหลวงปู่เณรคำ  ได้ชี้แจงว่าที่ดินดังกล่าวเป็นของ  นางทองมี  วุฒิยาสาร  ซึ่งเสียชีวิตไปแล้ว เป็นผู้บริจาค  ให้กับทางหลวงปู่เณรคำ

ทั้งนี้ สามารถตรวจสอบได้ตามเอกสารการสร้างวัดป่าขันติธรรมและคลิปวีดีโอ ที่ปรากฏบน ยูทูป เรื่องความเป็นมาของวัดป่าขันติธรรม ซึ่งมีการเผยแพร่มา ก่อนหน้านี้หลายปีแล้ว   ดร.สุขุม  วงศ์ประสิทธิ์  ประธานเครือข่ายบ้านวิมุตติธรรม  ซึ่งเป็นกลุ่มลูกศิษย์ที่ออกมาต่อต้านกับกระแสข่าวหลวงปู่เณรคำขณะนี้  เป็นลูกศิษย์คนสำคัญที่ออกมาตอบโต้ทุกกรณีที่มีการพาดพิงถึงหลวงปู่

ด้าน ดร.สุขุม กล่าวว่า  สาเหตุที่ตนต้องออกมาตอบโต้กลุ่มลูกศิษย์เก่าที่เข้าไปแสวงหาผลประโยชน์ใน วัดป่าขันติธรรม  จนถูกลดบทบาท  ไม่ให้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับกิจกรรมของหลวงปู่เณรคำ  เพราะตนรักในพระพุทธศาสนา  ตนทนไม่ได้ที่พระดีๆ  ต้องมาถูกโจมตีจากสื่ออย่างไม่เป็นธรรม และรู้สึกเห็นใจหลวงปู่เณรคำที่เป็น พระป่าสายปฎิบัติ  ท่านคงไม่ออกมาตอบโต้กับลูกศิษย์กลุ่มนี้ที่เคยใกล้ชิด  หลวงปู่ อยากให้ทุกคนที่เข้ามาในวัดป่าขันติธรรมอยู่อย่างสันติ  และไม่อยากให้คนเสื่อมศรัทธาในพระพุทธศาสนา   ด้วยการสร้างข่าวเพื่อหวังผลประโยชน์ให้กับกลุ่มตัวเองส่วนนายดำรงชัย  ปานจุ้ย  นายกสมาคมวิชาชีพผู้สื่อข่าว  ได้เปิดเผยว่า  ทางสมาคมฯจะให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย  และเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายที่อยากใช้สถานที่ในการแถลงข่าว  โดยจะช่วยประสานงานนักข่าวให้  นอกจากนี้สมาคมฯยังทำหน้าที่รับเรื่องราวร้องทุกข์  โทร. 087-2157634 ,  086-8888500

ขณะเดียวกัน นพ.ณรงค์ อึ้งตระกูล ผอ. รพ.ร้อยเอ็ด เปิดเผยว่า กรณีที่มีการกล่าวพาดพิงว่า หลวงปู่เณรคำเข้าร่วมก่อสร้างตึกโรงพยาบาล ร้อยเอ็ดแล้วเชิดเงินไป 5 แสนบาทนั้น ไม่เป็นความจริง  โดยหลวงปู่เณรคำมาพบว่า รพ.ร้อยเอ็ดมีสถานที่ไม่พอเพียงรองรับคนไข้ จึงเสนอแนวคิดสร้างตึกสงฆ์อาพาธหลวงปู่เณรคำ ฉัตติโก ขึ้นเป็นอาคารสูง 10  ชั้น คาดว่าน่าจะใช้งบประมาณก่อสร้าง 214 ล้านบาท แต่หลังจากเริ่มโครงการและมีการเสนอไปรับความเห็นชอบไปยังกระทรวงสาธารณสุข เพื่อทำการตรวจสอบยอดเงินในบัญชี ตามระเบียบ พบว่ามีเงินในบัญชีไม่ถึง 4 แสน จึงไม่อนุมัติให้หลวงปู่เณรคำ เป็นผู้ดูแลการรับบริจาคสร้างตึกอาคารดังกล่าว  จึงต้องระงับโครงการไว้ชั่วคราว และยอมรับว่า หลวงปู่เณรคำเคยเข้ามามีบทบาท ด้วยการเป็นประธานในพิธีวางศิลาฤกษ์จริง เมื่อวันที่ 9 ก.ค.2554 แต่ไม่ได้เชิดเงิน 500,000 บาทไป

นพ.ณรงค์ กล่าวว่า เงินที่รับบริจาคในนามคนร้อยเอ็ดเพื่อการก่อสร้างตึกดังกล่าวยังอยู่ที่คณะ กรรมการก่อสร้างที่ตั้งขึ้นทั้งหมด  72 ล้านบาท แต่อาจจะมีส่วนหนึ่งที่ประชาชนได้มอบให้หลวงปู่เณรคำ เพราะต้องการถวายหลวงปู่โดยตรงเท่านั้น จึงชี้แจงให้ทราบว่าไม่มีการโกงเงินของคนร้อยเอ็ดตามที่เข้าใจ เรื่องที่เกิดขึ้นกระทบต่อภาพพจน์ที่ดีของวงการพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะชื่อเสียงของหลวงปู่เรณคำกับชาวจังหวัดร้อยเอ็ด หลังเกิดความไม่เข้าใจกันเกี่ยวกับโครงการสร้างตึกสงฆ์อาพาธ รพ.ร้อยเอ็ด เมื่อเดือนก.ค. ปี 2554 หลวงปู่เณรคำ ก็หายเงียบ และไม่มีกิจนิมนต์ในพื้นที่จังหวัดอีกแลยนับแต่นั้น เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมีทั้งประชาชนที่เชื่อและไม่เชื่อ ซึ่งทุกอย่างขอให้เป็นไปตามกลไกการตรวจสอบของผู้เกี่ยวข้อง และคนที่รู้ตัวดีที่สุดก็คือตัวหลวงปู่เณรคำเอง หลังกลับจากเมืองนอกจะต้องมาชี้แจงข้อเท็จจริงเรื่องนี้ ให้กระจ่างเพื่อเรียกศรัทธากลับมา และนอกจกานั้นกรมการศาสนาก็จะต้องเร่งสิบสวนข้อเท็จจริง ตอนนี้ยังเป็นเหมือนเหรียญ 2 ด้าน ที่ต้องรอการพิสูจน์ก่อน.

.

.

144689คลิปล้อเลียนพฤติกรรมของพระสงฆ์ไทย โดยเฉพาะ“หลวงปู่เณรคำ”

ในกรณีใส่แว่น มีเครื่องบินส่วนตัว และ อื่นๆ

ที่ประเทศไต้หวันทำออกมาเผยแพร่ทางเวปไซด์ และ แปลเป็นภาษาจีน

ในกรณีของคลิปการ์ตูนนีพวกเราชาวพุทธทั้งหลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้เขียน มีความเสียใจเป็นอย่างมากที่ภาพพระภิกษุของไทยต้องเสียหาย และ เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ศาสนาพุทธมัวหมอง อย่างไรก็ดี ผู้เขียนมีความคิดเห็นส่วนตัวว่า การเร่้งดำเนินการกับผู้ทำคลิปนั้น ไม่เกิดประโยชน์เท่ากับการแก้ที่ต้นเหตุ หรือ หากพระท่านไม่ได้กระทำผิด ก็ควรเปิดโอกาสให้ท่านได้ชี้แจงเพื่อความกระจ่างใส หากเป็นการทำผิดก็สมควรลงโทษอย่างหนักหนวงเพราะถือได้ว่า ท่านเป็นพระสงฆ์ที่มีคนไทยจำนวนมากนับถือเป็นแบบอย่าง

.

.

ประวัติของ“หลวงปู่เณรคำ”


1371816768-9786167204-o


1371816803-9786167204-o

1371816822-chat20nha2-o


Y12702603-45

บันทึกประวัติพระอาจารย์ ดร.วิรพล ฉัตติโก หรือหลวงปู่เณรคำ ประธานสงฆ์วัดป่าขันติธรรม

ว่า หลวงปู่เณรคำ มีนามเดิมว่า “วิรพล สุขผล” เกิดที่บ้านทรายมูล ต.ทรายมูล อ.พิบูลมังสาหาร จ.อุบลราชธานี เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2522 เป็นบุตรคนที่ 4 ของนายรัตน์ สุขผล และนางสุดใจ สุขผล มีพี่น้อง 5 คน เป็นผู้ชายทั้งมด เมื่อคำบวชเป็นพระภิกษุ ได้รับฉายาว่า “ฉัตติโก”

หลวงปู่เณรคำ ฉัตติโก ตั้งมั่น ตามแนวทางคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถึงการปฏิบัติดีปฏิบัติชอบตั้งแต่ยังเป็นเด็กอายุ 6 ขวบ มีศรัทธาในการปฏิบัติจิต บำเพ็ญภาวนากรรมฐานมาโดยตลอด ทุกวันพระจะหยุดเรียนนุ่งขาวห่มขาวไปถือศีลบำเพ็ญภาวนาในวัด มีอิริยาบถแห่งการปฏิบัติธรรมอยู่ตลอด ไม่มีการพลั้งเผลอแม้แต่น้อย ทั้งวันจะเดินจงกรมสลับกับการนั่งภาวนาใต้ร่มไทร ช่วงกลางวันจะไปนอนในป่าช้า โดยไม่กลัว หรือหวั่นวิตกอะไร จิตนั้นนิ่งโดยตลอด ทั้งที่ไม่เคยบำเพ็ญมาก่อนในชาตินี้ ในปัจจุบันชาติเพิ่งจะเริ่มต้น แต่ผลของการปฏิบัติมันก็เกิดขึ้นทันที นี่เป็นสัญญาณบ่งบอก เป็นหมายเหตุบอกถึงความจริงในการบำเพ็ญบารมีของแต่ละคนว่า “แม้เราบำเพ็ญในชาตินี้ หรือว่าชาติไหนๆ ผลของการปฏิบัติบำเพ็ญนั้นมันยังคงอยู่เหมือนเดิม ไม่เสื่อมไปไหน”

วันธรรมดาก็ไปโรงเรียน พักเที่ยงจะไปนั่งสมาธิใต้ร่มไม้ เลิกเรียนจะเข้าไปไหว้พระก่อนกลับ และเดินจงกรมกลับบ้านทุกวันเป็นกิจภายในที่ไม่มีใครรู้ได้นอกจากตัวเอง

เข้าศึกษาต่อในระดับมัธยมศึกษา ท่านคิดอยู่เสมอว่า “ถ้าเสร็จจากภารกิจทางโลกแล้ว เราจะไม่กลับมาทางโลกอีก เราคงเคยเกิดมาหลายชาติแล้ว เราคงพอแก่การเกิดได้แล้วในชาตินี้ เห็นอะไรก็เกิดความสลดสังเวชไปหมด จึงเป็นแนวทางทำให้รู้สึกเหมือนกับว่า เรารู้มาก่อน เห็นมาก่อน ตั้งแต่อดีตชาติ เหมือนกับเราจะได้ต่อเติมเส้นทางแห่งการปฏิบัติธรรมการบำเพ็ญเพียรเพื่อให้ หลุดพ้น”

เลิกเรียนจึงไปปักกลด นั่งบำเพ็ญภาวนาที่อยู่ที่กระต๊อบกลางน้ำ ที่ปลายนาของโยมพ่อโยมแม่ทุกวัน วันพระจะถือกลดไปโรงเรียนด้วย พอเลิกเรียนจะเข้าไปปักกลดบำเพ็ญภาวนาที่วัด บางครั้งก็ไปปักกลดนั่งบำเพ็ญภาวนาอยู่ที่กระต๊อบกลางน้ำ ที่ปลายนาของโยมพ่อโยมแม่ทั้งคืนจนสว่าง ปฏิบัติเช่นนี้เป็นกิจวัตร

อายุได้ 15 ปี ได้ออกบวชเป็นสามเณร เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2537 ที่วัดภูเขาแก้ว อ.พิบูลมังสาหาร จ.อุบลราชธานี โดยมีหลวงปู่โชติ อาภัคโค เป็นอุปัชฌาย์ บรรพชาเสร็จแล้ว ได้ไปจำพรรษาที่วัดป่าดอนธาตุ อ.พิบูลมังสาหาร ระยะหนึ่ง ซึ่งได้รับการอบรมธรรมะจากพระเดชพระคุณท่านหลวงปู่สมบูรณ์ ขันติโก

จากนั้นเดินทางจาริกธุดงค์ ปักกลดอยู่ถ้ำภูตึก บ้านคุ้มปากมูล อ.โขงเจียม จ.อุบลราชธานี ขณะนั่งบำเพ็ญภาวนาอยู่ในถ้ำภูตึกนั้น มีงูเหลือมตัวหนึ่งเลื้อยมาพาดขา พาดตักบ้าง บางคืนนอนอยู่ งูเหลือมจะเลื้อยมาขดอยู่บนหน้าอก หนักมาก แต่จิตไม่มีการวิตกกังวล หรือกลัวอันใดเลย เพราะชีวิตนี้บูชาคุณพระพุทธเจ้าแล้ว พระพุทธเจ้าเป็นใหญ่ที่สุด พระธรรมเป็นใหญ่ที่สุด พระอริยสงฆ์เป็นใหญ่ที่สุด ตอนนั้นคิดแต่ว่า เราต้องทำหน้าที่ให้ถึงพระพุทธเจ้า ทำให้ถึงพระธรรม ทำให้ถึงซึ่งความเป็นพระอริยสงฆ์ ความกลัวทั้งหลายจึงไม่มี และได้บำเพ็ญภาวนาอยู่ในถ้ำภูตึกนั้นคนเดียวนานถึง 3 เดือน

ต่อจากนั้นก็ลงจากถ้ำภูตึกไป และจาริกธุดงค์ไปเรื่อยๆ ปรากฏว่าเริ่มเห็นสิ่งอัศจรรย์เยอะแยะมากมายเกิดขึ้น เช่น สิ่งลี้ลับต่างๆ ที่คนทั่วไปมองไม่เห็น มองเห็นมุมโลกสองมุม คือ มุมมืด และมุมสว่างแห่งการเวียนว่ายตายเกิด มองเห็นสวรรค์ มองเห็นอบายภูมิ ประกอบด้วย นรก เปรต และอสุรกาย เริ่มออกทำการเผยแผ่หลักธรรมคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างต่อ เนื่องมาตลอดจนถึงปัจจุบัน

ระหว่างการธุดงค์ ได้ไปกราบนมัสการหลวงปู่เหรียญ วรลาโภ ที่วัดอรัญบรรพต ต่อจากนั้นไปที่วัดหินหมากเป้ง กราบนมัสการหลวงปู่เทสก์ เทสรังสี ซึ่งท่านได้ให้ธรรมะชั้นสูง จากนั้นเดินทางด้วยเท้าเปล่าไปถึงเชียงใหม่ นครสวรรค์ อุทัยธานี ลพบุรี สระบุรี สุพรรณบุรี แล้วกลับมาที่วัดป่าดอนธาตุอีก แล้วจึงมายังกาฬสินธุ์

เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2542 ได้ญัตติอุปสมบทเป็นพระภิกษุที่วัดป่าดอนธาตุ แล้วจึงเดินทางมายัง จ.ศรีสะเกษ ที่ซึ่งได้รับอาราธนานิมนต์ให้อยู่ในชาติสุดท้ายแห่งการเกิดนี้

บรรดาสานุศิษย์ทั้งหลายได้ให้การยอมรับและเคารพนับถือ พระเดชพระคุณท่าน หลวงปู่เณรคำ ฉัตติโก เป็นอย่างยิ่งว่า เป็นพระสงฆ์สาวกผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ตามแนวทางคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอีกองค์หนึ่ง

ที่มาของชื่อ “หลวงปู่เณรคำ”

เมื่อครั้งพระเดชพระคุณท่าน หลวงปู่เณรคำ ท่านไปจาริกธุดงค์อยู่ที่จังหวัดกาฬสินธุ์ พุทธศาสนิกชนพากันไปกราบคารวะนมัสการ และได้มองเห็นองค์หลวงปู่ ซึ่งท่านนั่งบำเพ็ญภาวนาอยู่ในกลดบางๆ เป็นพระแก่ชรา แต่พอท่านเปิดกลดออกมาก็กลายเป็นเณรน้อยออกไปบิณฑบาต ขากลับจากบิณฑบาต พุทธศาสนิกชนบางคนได้มองเห็นองค์หลวงปู่ท่านเป็นพระแก่ชรา อายุราว 80 ถึง 90 ปี ผมหงอก หลังค่อม เหี่ยวย่น หนังยาน บางคนฝันเห็นพระเดชพระคุณท่าน หลวงปู่เณรคำ ไปยืนอยู่บนหัวเตียงเดี๋ยวเป็นเณรน้อยอายุน้อยๆ เดี๋ยวก็กลายเป็นพระที่แก่ชรามาก

ตั้งแต่นั้นมาก็เริ่มมีคนเรียก ตามสิ่งที่เขาเห็น “หลวงปู่” หรือ “หลวงปู่เณรคำ ฉัตติโก”

(ขอบคุณเว็ปไซต์ http://www.luangpunenkham.com/)

Comments

comments

Comments

Feel free to leave a comment...
and oh, if you want a pic to show with your comment, go get a gravatar!





.

Free PageRank Checker SiamHealthandBeauty on Twitter, SiamHealthandBeauty on Alexa