สสส. จับมือหมอชาวบ้าน ให้ความรู้ “โยคะ” กับการฝึกจิต


September 16, 2012 by  
Filed under เคล็ดลับสุขภาพดี

แนะ! ฝึกบ่อยช่วยสร้างความสมดุลให้ร่างกาย

มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์บ่งบอกว่าการฝึกโยคะนั้นได้มีมานานหลายพันปีแล้ว โดยการฝึกโยคะได้ถ่ายทอดมาถึงปัจจุบันในหุบเขาแห่ง อินดัส วอลเลย์ นักโบราณคดีได้ค้นพบไม้แกะสลักและศิลปะรูปปั้นที่แสดงถึงการฝึกโยคะ และศิลปะเหล่านั้นถูกสร้างขึ้นโดยประชาคมที่มีความเจริญเป็นอย่างสูง ซึ่งเจริญอยู่ในพื้นที่แถบนั้นช่วง 2000 และ 1000 ปีก่อนคริสศักราช (ปัจจุบัน คือส่วนหนึ่งของประเทศปากีสถาน)

ปัจจุบันนี้ โยคะเป็นที่นิยมกันมากในชาวตะวันตก ตามเมืองใหญ่ๆ ส่วนมากจะมีการเรียนการสอนวิชาโยคะ เพราะโยคะคือวิถีทางดับการปรุงแต่งของจิต เป็นการยกระดับจิตขึ้นพ้นจากจิตขั้นต่ำ เป็นการฝึกที่อ่อนโยน ปลอดภัยและผ่อนคลายความกดดันในชีวิตประจำวัน เป้าหมายที่แท้จริงของการฝึกโยคะคือความหลุดพ้น

โยคะในยุคใหม่นี้ได้แบ่งออกเป็น 3 สาย ได้แก่ 1. โยคะที่มุ่งเน้นเรื่องจิตวิญญาณล้วนๆ ซึ่งได้แตกแขนงออกเป็นลัทธิ นิกายใหม่ๆ 2. โยคะเพื่อการพัฒนาสุขภาพกาย สุขภาพใจโดยรวม และ 3. โยคะเพื่อการออกกำลังกาย ในช่วงคริสต์ทศวรรษที่ 1960 ชาวตะวันตกสนใจศาสตร์โบราณนี้ในแง่มุมของการออกกำลังกาย และในเวลาต่อมาไม่นานนัก ก็ได้กลายเป็นผู้นำเผยแพร่แนวคิดโยคะกับการออกกำลังกายไปทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทยด้วย

ทั้งนี้ทางสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริม สสส. โดยศูนย์สร้างสุข ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของสุขภาพของคนไทยทั้งสุขภาพกายและสุขภาพใจ จึงได้จัดเสวนาขึ้นในหัวข้อ “โยคะกับความสมดุลของชีวิต” โดยมีนายกวี คงภักดีพงษ์ ผุ้อำนวยการสถาบันโยคะวิชาการหมอชาวบ้าน และนายวีระพงษ์ ไกรวิทย์ อาจารย์สอนโยคะ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร มาให้ความรู้เกี่ยวกับการฝึกโยคะ

นายกวี คงภักดีพงษ์ จากสถาบันโยคะวิชาการหมอชาวบ้าน กล่าวว่า ได้เริ่มทำโครงการโยคะเพื่อสุขภาพตั้งแต่ปี พ.ศ. 2542 จนถึงปี พ.ศ. 2544 ก็ได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เพราะเห็นว่าโยคะมีประโยชน์ต่อสุขภาพ และได้มีการทำงานเชื่อมโยงกับศูนย์สร้างสุข ของทาง สสส. จึงอยากให้สื่อเป็นแนวทางหนึ่งที่ช่วยส่งเสริมให้ผู้คนได้รู้จักมากขึ้น เพราะตอนนี้การรับรู้ของคนกับโยคะมีความเข้าใจที่ไม่ตรงกัน จึงได้จัดเสวนาโยคะขึ้น

“โยคะมีคนพูดถึงเยอะแต่มีความเข้าใจน้อย โยคะเป็นสิ่งที่ดีเป็นสิ่งที่คนเปิดใจรับและสามารถดึงดูดผู้คนให้มาลองฝึกได้ ปัจจุบันนี้ครูสอนโยคะมากขึ้น ตามหลักชีวิตของคนไทย เป็นคนรักความสนุก ถ้าสนใจเรื่องใดเรื่องหนึ่งก็สนใจแต่เพียงเรื่องเดียว

โยคะเป็นการฝึกจิตกำหนดสมาธิเพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้อ ทำให้จิตใจเคลื่อนไหวน้อยๆ การพัฒนาจิตก็จะดีขึ้น ทำให้เรารู้จักตัวเอง สามารถช่วยผ่อนคลายผู้ป่วยที่เป็นโรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง ผู้ป่วยมะเร็งที่ได้รับการฟื้นฟูบำบัดแล้ว โรคเบาหวานชนิดที่2 รวมถึงผู้ป่วยที่ติดยาเสพติดหลังจากได้รับการบำบัดแล้ว และอีกส่วนหนึ่งก็จะทำให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น” นายกวี กล่าว

ประโยชน์ของโยคะนั้นมีมากมายหลายด้านทั้งประโยชน์ในทางร่างกาย จิตใจ และทางพลังงาน เช่นทางร่างกายก็จะทำให้กล้ามเนื้อแข็งแรงและผ่อนคลายกล้ามเนื้อ เพิ่มพูนความยืดหยุ่นของร่างกายทำให้ร่างกายเคลื่อนไหวอย่างสง่างาม ทำให้กระดูกสันหลังตรงระบบต่างในร่างกายเกิดความสมดุล ประโยชน์ทางจิตใจ ทำให้คลายเครียด จิตสงบและเยือกเย็น ก่อให้เกิดความคิดที่แหลมคม ทำให้จิตใจแจ่มใสไม่ฟุ้งซ่าน ที่สำคัญคือทำให้จิตสงบ และ ประโยชน์ในทางพลังงาน ก็จะทำให้พลังงานที่หยุดนิ่งในร่างกายของเราได้เคลื่อนไหว เกิดการไหลเวียนทั้งระบบของร่างกาย ก่อให้เกิดการนำพลังงานไปสู่ทุกส่วนของร่างกาย

นอกจากนี้แล้วนายวีระพงษ์ ไกรวิทย์ อาจารย์สอนโยคะ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร กล่าวว่า โยคะเป็นการเน้นเรื่องของการฝึกจิต โดยแท้จริงแล้วลักษณะของจิตคนทั่วไปจะอยู่ไม่นิ่ง ไม่อยู่กับเนื้อกับตัวส่งออกข้างนอกตลอดเวลา เช่น ตื่นขึ้นมาตอนเช้าจิตก็มีการปรุงแต่งให้เกิดกิเลส ไม่มีการอยู่นิ่ง รับรู้ได้จากทวารทั้ง 5 ได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น สัมผัส ที่มีสิ่งอื่นมากระทบ นี่ก็เป็นเรื่องธรรมชาติของจิตมนุษย์ทั่วไป ที่มีทั้งความโลภ โกรธ หลง และทำให้เกิดปัญหาต่าง นั้นก็มาจากการไม่มีสมาธิ ซึ่งจะเกิดความทุกข์ตามมา

“การที่จิตส่งออกข้างนอกบ่อยๆ จะทำให้เกิดความสุขที่ไม่แท้จริง สุขก็แค่ชั่วครู่ไม่นานก็เบื่อทุกข์ก็เกิดขึ้นอีก โยคะจะช่วยทำให้สติกลับมา ปัญหาของจิตมนุษย์ขึ้นอยู่กับ 1.จิตส่งออกนอกไม่อยู่กับเนื้อกับตัว 2.คิดฟุ้งซ้าน 3.จิตตกพะวังและหลับไป คนที่อยู่ไม่นิ่งสามารถที่จะฝึกโยคะได้ แต่ต้องใช้เวลา โดยการกำหนดจิตฝึกแบบเร็วๆ ก่อน แล้วค่อยๆ ช้าลงจนกว่าจะนิ่ง” นายวีระพงษ์ กล่าว

โดยส่วนใหญ่แล้วคนมักคิดว่าการฝึกโยคะจะทำให้มีหุ่นสวย แต่แท้ที่จริงแล้วการฝึกโยคะร้อนเป็นการสูญเสียน้ำในร่างกายมากกว่าการเผาผลาญแคลอรี่ เพราะจะฝึกในห้องที่ตั้งอุณหภูมิห้องถึง 37 องศา แต่คิดว่าการเต้นแอโรบิคน่าจะเผาผลาญได้ดีกว่า

ดังนั้นสำหรับคนที่ไม่มีพื้นฐานโยคะมาเลย ขอแนะนำว่าควรที่จะไปเรียนกับครูสอนก่อน เพื่อความปลอดภัยในการสร้างความสมดุลของร่างกาย แต่ถ้ามีพื้นแล้วก็สามารถที่จะฝึกจากหนังสือได้ การฝึกจิตก็เปรียบเสมือนกับการเปิดน้ำให้หยดลงแก้วทีละหยด น้ำยิ่งมากเท่าไรจิตเราก็ยิ่งดีขึ้นเท่านั้น แต่ถ้าเราใช้น้ำไปจิตเราก็จะแย่ลง ดังนั้นก็ควรที่จะเติมเต็มจิตอยู่ตลอดเวลา

ที่มา

เขียนโดย :   อรอนงค์ ทองศิลป์ : ขจรพรรณ ชัยเดช Team Content www.thaihealth.or.th

ภาพประกอบ : www.thaihealth.or.th

Comments

comments

Comments

Feel free to leave a comment...
and oh, if you want a pic to show with your comment, go get a gravatar!





.

Free PageRank Checker SiamHealthandBeauty on Twitter, SiamHealthandBeauty on Alexa