ลดคิวตรวจหู ให้รู้ว่าหนูได้ยินไหม สู่พัฒนาการที่ดีของเด็กไทย


ลดคิวตรวจหู ให้รู้ว่าหนูได้ยินไหม สู่พัฒนาการที่ดีของเด็กไทย

การได้ยินเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญของการพูดและพัฒนาการทางภาษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วง 3 ขวบปีแรกของชีวิต ซึ่งสาเหตุที่พบบ่อยของความผิดปกติทางภาษาและพัฒนาการพูดช้าในเด็ก เกิดจากความบกพร่องทางการได้ยิน นอกจากนี้ยังมีผลวิจัยพบว่า การได้ยินบกพร่องมีผลกระทบต่อการติดต่อสื่อสาร ความจำ พฤติกรรม การพัฒนาทางอารมณ์และสังคม  ความสามารถในการเรียน ซึ่งรัฐบาลต้องสูญเสียรายได้ในด้านการรักษาพยาบาล การฟื้นฟู รวมทั้งการศึกษา ให้แก่เด็กที่มีภาวะหูหนวกและเป็นใบ้

สถิติสำหรับประเทศที่พัฒนาแล้ว พบว่าทารกแรกเกิด 1,000คน จะมีทารกแรกเกิดที่การได้ยินบกพร่องประมาณ 1-2 คน และพบอุบัติการณ์เพิ่มขึ้นเป็น 10-20เท่า ในทารกแรกเกิดที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อการได้ยินบกพร่อง ในประเทศไทยมีการศึกษาอุบัติการณ์เกิดภาวะการณ์ได้ยินบกพร่องในทารกแรกเกิดเท่ากับ 1.7 ต่อมารกคลอดมีชีพ 1,000 ราย ซึ่งจะเห็นได้ว่าอุบัติการณ์ ของการได้ยินบกพร่องในประเทศไทยใกล้เคียงกับรายงานจากต่างประเทศ

พญ.ศิราภรณ์ สวัสดิวร ผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี ( รพ.เด็ก )กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า “ สถาบันสุขภาพเด็กฯ ในฐานะสถาบันหลักของกระทรวงสาธารณสุข ในการให้การดูแลรักษาสุขภาพเด็กไทย และสานต่อนโยบายของกระทรวงในการเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจสำหรับผู้ปกครองในการดูแลสุขภาพลูกหลาน โดยสถาบันฯ ได้เล็งเห็นถึงปัญหาดังกล่าว จึงมีความประสงค์ที่จะพัฒนารูปแบบการค้นหาความพิการทางการได้ยินและฟื้นฟูสมรรถภาพทางการได้ยินสำหรับเด็กเล็ก เพื่อให้การวินิจฉัยและรักษาช่วยเหลือให้เด็กที่มีภาวะสูญเสียการได้ยิน มีโอกาสพัฒนาการด้านภาษา การสื่อความหมายที่ดีขึ้น และเพิ่มโอกาสการเรียนรู้เพื่อให้เด็กมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ซึ่งเป็นบทบาทสำคัญของแพทย์โสต ศอ นาสิก และแพทย์ทั่วไป และทำการเผยแพร่และสร้างเครือข่ายโครงการดังกล่าวเพื่อเป็นประโยชน์แก่ประชากรเด็กไทย

ปัจจุบัน กลุ่มงานโสต ศอ นาสิก สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี(รพ.เด็ก) ได้มีการให้บริการตรวจวินิจฉัยภาวะสูญเสียการได้ยินโดยเครื่องมือตรวจวัดการได้ยินระดับก้านสมอง ( Auditory Brainstem Response ) ซึ่งเป็นการตรวจวินิจฉัยที่จำเป็นในการวินิจฉัยภาวะสูญเสียการได้ยินในเด็กเล็ก ทางสถาบันสุขภาพเด็กฯ เป็นหน่วยงานตติยภูมิที่ได้รับการส่งต่อจากรพ.ทั่วประเทศ โดยต้องทำงานร่วมกับ หน่วยงานด้านสาธารณสุขต่างๆ ในการให้การวินิจฉัย และให้การรักษาเด็กเบื้องต้นทั้งประเทศอย่างเป็นระบบ ได้รับโอกาสมีสุขภาพที่ดี โดยผู้ป่วยที่ส่งต่อมารับการตรวจวินิจฉัยด้านโสต ศอ นาสิก ปีละกว่า 16,000 รายและมีแนวโน้มมากขึ้นในแต่ละปี ทำให้จำนวนผู้ป่วยเด็กรอรับบริการการวินิจฉัยอีกหลายราย สถาบันฯ จึงจัดโครงการ “ ตรวจหู ให้รู้ว่าหนูได้ยินไหม” โดยมีเป้าหมายเพื่อลดคิวการตรวจวินิจฉัยให้อย่างทั่วถึงทันต่อปัญหา ซึ่งโครงการฯดังกล่าวเป็นจัดขึ้นจากการสนับสนุนโดยสโมสรซอนต้า กรุงเทพ 3  กลุ่มผู้ใหญ่ใจดีภาคเอกชน ที่เล็งเห็นความสำคัญของสุขภาพเด็กไทย

พญ.ภาวินี  อินทกรณ์ กลุ่มงานโสต ศอ นาสิก สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี กล่าวเพิ่มเติมว่า จากสถิติผู้ป่วยที่ได้รับการส่งต่อมาที่กลุ่มงานโสต ศอ นาสิก ปี 2552-2554 พบว่าผู้ป่วยที่ได้รับการส่งต่อเพื่อตรวจการได้ยินระดับก้านสมอง เพื่อหาความผิดปกติของการได้ยิน อันดับแรกของสถาบันฯ คือ ผู้ป่วยที่มีการพัฒนาการทางการพูดและการสื่อสารที่ช้า (delayed speech ) โดยพบว่ามีภาวะสูญเสียการได้ยินร้อยละ 18.1 นั่นอาจหมายความว่า ทารกเหล่านี้ อาจมีโอกาสกลายเป็นคนพิการทางการได้ยินหรือการพูด หรือมีความบกพร่องในการเรียนรู้ในอนาคต

เนื่องจากเด็กเล็ก หรือทารกแรกเกิดยังไม่สามารถบอกได้ว่า เขามีการได้ยินปกติหรือไม่  เพื่อให้การค้นหาเด็กที่มีการได้ยินบกพร่องตั้งแต่อายูน้อย และให้การฟื้นฟูสมรรถภาพที่เหมาะสม จะช่วยเพิ่มความสามารถในการติดต่อสื่อสาร ผู้ปกครองควรพาเด็กไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านหู คอ จมูก ทันทีที่สงสัยว่าเด็กมีการได้ยินผิดปกติ หรือมีพัฒนาการทางภาษาล่าช้ากว่าเด็กวัยเดียวกัน อาทิ เด็กอายุน้อยกว่า 6 เดือน ไม่สะดุ้งตกใจเวลามีเสียงดัง ไม่หันหาเสียง เด็กอายุระหว่าง 6 เดือนถึง 1 ปี แต่ไม่ตอบสนองต่อเสียง เรียกชื่อไม่หัน ไม่เข้าใจคำสั่งง่ายๆ เด็กอายุระหว่าง 1ปี 8 เดือน ถึง 2 ปี แต่ยังไม่สามารถพูดคำที่มีความหมายได้  สำหรับผู้ปกครองที่ต้องการรับบริการการตรวจคัดกรองการได้ยิน สามารถพา   ลูกน้อยเข้ารับการตรวจวินิจฉัยได้ที่สถานพยาบาลทั่วประเทศใกล้บ้าน

คุณพูลศรี  จงแสงทอง นายกสโมสรซอนต้ากรุงเทพ 3  กล่าวถึงการสนับสนุนโครงการ “ตรวจหูให้รู้ว่าได้ยินไหม” ครั้งนี้ว่า “ซอนต้าสากล” นับเป็นองค์กรระหว่างประเทศที่ให้บริการด้านสาธารณกุศลที่ไม่หวังผลประโยชน์ทางธุรกิจหรือใดๆ โดยต้องการเข้าช่วยเหลือสังคมพร้อมมุ่งมั่นในการยกระดับสถานภาพของสังคม ภายใต้วัตถุประสงค์ที่ต้องการบริหารจัดสรรและจัดหาทุนและเงินช่วยเหลือต่างๆ ผ่านกองทุนต่างๆ ที่สโมสรจัดทำขึ้น ซึ่งครั้งนี้นับเป็นเป็น โอกาสอันดีที่ทางสโมสรซอนต้าได้เข้าช่วยเหลือสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี ผ่านโครงการ “ลดคิวตรวจหู ให้รู้ว่าหนูได้ยินไหม” โดยได้ดำเนินการจัดซื้ออุปกรณ์การแพทย์ เพื่อช่วยลดคิวในการตรวจคัดกรองป้องกันแก้ไขความผิดปกติแต่เนิ่นๆในเด็กตั้งแต่อายุยังน้อยอย่างเป็นระบบ  อีกทั้งช่วยเพิ่มความสามารถในการติดต่อสื่อสาร สร้างโอกาสในด้านการศึกษาสังคมและการประกอบอาชีพในผู้ป่วยประสาทหูพิการ เพราะเล็งเห็นโอกาสในการยกระดับคุณภาพชีวิตของเด็กเล็กๆ ซึ่งเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจกับความั่นคงของของชาติในอนาคต

ที่มา : สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี(รพ.เด็ก)

Comments

comments

Comments

Feel free to leave a comment...
and oh, if you want a pic to show with your comment, go get a gravatar!





.

Free PageRank Checker SiamHealthandBeauty on Twitter, SiamHealthandBeauty on Alexa