รู้ไม่ท่วมหัว…แต่เอาตัวรอด


September 22, 2012 by  
Filed under เคล็ดลับสุขภาพดี

ความรู้เป็นสิ่งดี แต่ไม่ได้เป็นตัวชี้วัดคุณภาพชีวิต

เมื่อใกล้สู่ช่วงสอบ พ่อแม่หลายคนย่อมเป็นห่วงผลการเรียนของลูก อยากให้ลูกมีผลการเรียนอยู่ในระดับที่ดี เพื่ออนาคตของลูกรักจึงต้องพยายามเคี่ยวเข็ญและหาทางให้ลูกเพิ่มพูนความรู้มากยิ่งขึ้น ให้เรียนเสริมมากมาย จนเป็นปัญหาขัดแย้งระหว่างพ่อแม่และลูก

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ แพทย์หญิงวันเพ็ญ บุญประกอบ หน่วยจิตเวชเด็ก ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล และกรรมการมูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็ก กล่าวว่า มีพ่อแม่หลายคนที่ห่วงผลการเรียนของลูกจนลืมนึกถึงความรู้สึกของลูกว่าสุขหรือทุกข์กับอะไรบ้าง

เด็กที่มีชีวิตเต็มไปด้วยการเรียนย่อมเกิดอาการเบื่อเรียนเป็นธรรมดา และเห็นการอ่านหนังสือเป็นเรื่องที่ไม่สนุก ถ้าพ่อแม่ใช้อารมณ์ไม่พอใจกับเด็กเกี่ยวกับการเรียน เด็กจะเห็นการเรียนเป็นศัตรู และจะไม่ชอบการเรียนเป็นอย่างยิ่ง

ชีวิตของเด็กจะพัฒนาเติบโตได้สมบูรณ์ดีต้องอาศัยหลายๆ ปัจจัย และประสบการณ์ที่เขาได้มีโอกาสสัมผัส เด็กที่เอาแต่เรียนย่อมขาดทักษะในการดำเนินชีวิตหลายอย่าง ทั้งการพัฒนาด้านร่างกาย ทักษะการใช้ประสาทสัมผัส การเคลื่อนไหว ทักษะสังคม การปรับอารมณ์ มนุษยสัมพันธ์ การแก้ปัญหา และการตัดสินใจ เมื่อไม่มีโอกาสเป็นตัวของตัวเอง เด็กจึงไม่สามารถเผชิญและแก้ปัญหาในชีวิตประจำวัน ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญมากในการดำเนินชีวิต

การเรียนของเด็กจะพัฒนาให้ดีขึ้นได้ต้องฝึกฝน ให้เด็กรู้จักการพึ่งพาตนเอง ทำอะไรได้ด้วยตนเอง ฝึกคิดโดยใช้เหตุผลประกอบ แม้ระยะแรกจะเป็นการคิดเข้าข้างตนเองก็ตาม แต่เด็กจำเป็นต้องมีประสบการณ์หลายอย่างตามธรรมชาติและการใช้ชีวิตประจำวัน ผ่านการช่วยงานในบ้าน การเล่น การทัศนศึกษา การตัดสินใจและการสังเกต สิ่งเหล่านี้ต้องมาจากความเป็นอยู่ในทุกๆ วัน มิใช่เฉพาะการเรียนหนังสือและเรียนพิเศษอย่างเดียว โดยการปฏิบัติเช่นนี้เด็กจะฝึกการควบคุมอารมณ์ พฤติกรรม ฝึกความรับผิดชอบ พ่อแม่อาจฝึกให้เด็กทำไปทีละน้อย จากง่ายไปสู่ยาก จากงานชิ้นเล็กไปสู่ชิ้นที่ใหญ่ขึ้น เพื่อให้เด็กรู้สึกว่าตนทำได้และภูมิใจ เพราะเด็กต้องการได้รับความชื่นชมจากพ่อแม่มากกว่าการแสดงอารมณ์ไม่พอใจหรือการพูดจาว่ากล่าวอยู่เรื่อยๆ

การแสดงอารมณ์ไม่พอใจเป็นการทำให้เด็กรู้สึกว่าการเรียนนั้นเขาไม่มีความสามารถและยังไม่เป็นที่พอใจของพ่อแม่ ในบางครอบครัวเด็กเรียนดีอยู่แล้วแต่พ่อแม่กลับให้เด็กไปเรียนพิเศษแทนการเปิดโอกาสให้เด็กได้คิด ทำให้เด็กเข้าใจว่าการเรียนของเขานั้นเป็นความรับผิดชอบของพ่อแม่ การถูกตำหนิทำให้เขาท้อแท้และหมดกำลังใจ อีกทั้งเป็นอันตรายต่อการเรียนรู้ของเด็กในชั้นที่เขาจะเติบโตขึ้นไปเรื่อยๆ

พ่อแม่จึงไม่ควรถือผลการเรียนมากกว่าการเอาใจใส่จิตใจของเด็ก ทั้งนี้เพื่อพัฒนาเด็กให้มีกำลังใจ เกิดความรัก ไม่กลัวและไว้วางใจพ่อแม่ เมื่อเด็กมีด้านดีก็ควรชม ไม่นำเรื่องเรียนมาเป็นข้อสนทนาเรื่อยๆ ควรให้ความสนใจหรือเล่นกับเด็ก ฝึกการช่วยเหลือตนเองผ่านการทำงานในบ้าน เช่น ช่วยเช็ดโต๊ะ จัดโต๊ะ เก็บของ จัดกระเป๋า แม้ไม่เรียบร้อยไม่สะอาดนักก็ไม่ว่ากัน เพียงแต่สอนและชมเมื่อเขาทำ เด็กยังอยู่ในระยะฝึกหัด ย่อมจะไม่ถูกใจเรา แต่วันหนึ่งข้างหน้าเขาจะทำได้

ความรู้เป็นสิ่งดี แต่บางทีก็ไม่ได้เป็นตัวชี้วัดคุณภาพชีวิต ดังคำว่า “ความรู้ท่วมหัว เอาตัวไม่รอดมีถมไป” ดังนั้นเด็กจะเติบโตมีอนาคตที่สดใส ต้องอาศัยความสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัวเป็นพื้นฐาน ซึ่งเป็นจุดเริ่มของความภูมิใจในตนเอง พึ่งตนเองได้ แม้ไม่ได้เป็นคนที่เรียนดีมีความรู้มาก แต่กำลังใจจากครอบครัวจะเป็นแรงผลักดันสำคัญให้การดำเนินชีวิตก้าวหน้าและดีขึ้น

สนใจข้อมูลการเลี้ยงลูกอย่างสร้างสรรค์และปลอดภัย หรือปรึกษาปัญหาพฤติกรรมเด็ก ติดต่อมูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็ก โทร. 0-2412-0738 0-2412-9834 www.thaichildrights.org

ที่มา

ข้อมูลจาก : ข่าวสด

Comments

comments

Comments

Feel free to leave a comment...
and oh, if you want a pic to show with your comment, go get a gravatar!





.

Free PageRank Checker SiamHealthandBeauty on Twitter, SiamHealthandBeauty on Alexa