จับตา TOP มือมืดแอบชอร์ตหนักสุด หลังหุ้นดีดแรงกว่ากลุ่มรับ Q3 พีค


August 23, 2012 by  
Filed under การเงิน การลงทุน

จับตา TOP มือมืดแอบชอร์ตหนักสุด หลังหุ้นดีดแรงกว่ากลุ่มรับ Q3 พีค

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากข้อมูลการขายชอร์ต ระหว่างวันที่ 1 ส.ค. 2555 – 14 ส.ค. 2555 ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทสไทย (ตลท.) พบว่า 5 อันดับแรก ที่มีสัดส่วนปริมาณการขายชอร์ตเทียบกับปริมาณการซื้อขายบนกระดานหลักสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ บริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) หรือ STA บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK บริษัท บีอีซี เวิลด์ จำกัด (มหาชน) หรือ BEC และบริษัท ไทยยูเนียน โฟรเซ่น โปรดักส์ จำกัด (มหาชน) หรือ TUF โดยมีสัดส่วน 10.01% 6.37% 5.95% 5.72% และ 4.00% ตามลำดับ

อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาจากมูลค่าการขายชอร์ตนั้นพบว่า TOP มีมูลค่าสูงสุดที่ 475.71 ล้านบาท รองลงมาเป็น KBANK มูลค่า 463.59 ล้านบาท และ BANPU มูลค่า 322.09 ล้านบาท

ขณะที่ราคาหุ้น TOP ล่าสุด ณ เวลา 12.07 น. อยู่ที่ 67.75 บาท ลดลง 0.25 บาท หรือ 0.37% มูลค่าการซื้อขาย 198.94 ล้านบาท โดยราคาหุ้น TOP อ่อนตัวลงจากระดับราคา 68.75 บาท ณ วันที่ 9 ส.ค.ที่ผ่านมาหลังหุ้นดีดแรงต่อเนื่องจากระดับราคา 57.50 บาท เมื่อวันที่ 26 ก.ค. ซึ่งเป็นผลจากแนวโน้มการฟื้นตัวของค่าการกลั่นและราคาน้ำมันที่ปรับตัวดีขึ้น ทั้งนี้ ข้อมูลจาก www.settrade.com ระบุว่าโบรกเกอร์ 11 แห่งยังคงแนะนำ “ซื้อ” TOP อีก 4 แห่งแนะนำ “ถือ” และแนะนำ “ขาย” 1 แห่ง โดยให้ราคาเป้าหมายเฉลี่ยที่ 68.60 บาท

บล.เกียรตินาคินระบุว่าวานนี้ (14 ส.ค.) ว่าเราปรับคำแนะนำเป็น “ขาย” หลังราคาหุ้นปรับเพิ่มกว่า 14.1% ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ทาให้ราคาหุ้นเต็มมูลค่าพื้นฐานที่เราประเมินไว้ที่ 68 บาท ระยะสั้นเรายังคงมุมมองเชิงบวกต่อผลประกอบการ 3Q55 ที่จะพลิกกลับมาเป็นกำไร หลังราคาน้ำมันดิบและค่าการกลั่นมีการฟื้นตัวชัดเจน แต่ภาพระยะยาวการเติบโตของ Demand มีเพียง 0.7 – 0.9 ล้านบาร์เรลต่อวัน ระหว่างปี 2555 – 56 เท่านั้น ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากภาวะเศรษฐกิจที่ยังคงอ่อนแอ สอดคล้องกับการคาดการณ์การเติบโตทางด้านเศรษฐกิจของ IMF เป็นปัจจัยจำกัดการฟื้นตัวของราคาน้ำมันดิบในระยะยาว

บล.ฟิลลิป แนะนำ “ถือ” TOP โดยระบุในบทวิเคราะห์วานนี้ (14 ส.ค.) ว่าจากแนวโน้มราคาน้ำมันที่ปรับขึ้นเกือบ 10 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล และส่วนต่างน้ำมันสำเร็จรูปที่ปรับขึ้นสูงกว่าคาด และส่วนต่างผลิตภัณฑ์เบนซีนที่ปรับขึ้น คาดว่าจะส่งผลให้ผลประกอบการใน 3Q55 กลับมาฟื้นตัวแข็งแกร่ง และมีโอกาสเป็นระดับสูงของปี แต่ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมาราคาหุ้นได้ปรับขึ้นมา 16.7% ดีกว่าดัชนีกลุ่มพลังงานที่เพิ่มขึ้นเพียง 5.3% ซึ่งทางฝ่ายมองว่าราคาหุ้นได้ปรับขึ้นสะท้อนปัจจัยบวกของกำไรใน 3Q55 ที่จะออกมาดีแล้ว ทางฝ่ายปรับลดคำแนะนำจาก “ทยอยซื้อ” เป็น “ถือ” ราคาพื้นฐานปี 2555 ที่ 65 บาท

บล.เอเชียพลัส แนะนำ “ซื้อ” TOP โดยระบุในบทวิเคราะห์เมื่อวันที่ 8 ส.ค.ว่าในเบื้องต้นฝ่ายวิจัยยังคงประมาณการกำไรสุทธิปี 2555 ถึงแม้กำไรงวด 1H55 จะคิดเป็นเพียง 4% ของประมาณการทั้งปี 2555 ที่ฝ่ายวิจัยประเมินไว้ก็ตาม เนื่องจากคาดมีโอกาสสูงที่ในช่วง 2H55 บริษัทจะกลับมาบันทึกเป็นกำไรจากสต๊อกน้ำมัน ตามมุมมองทิศทางราคาน้ำมันในช่วง 2H55 ที่คาดว่าจะปรับตัวสูงขึ้นกลังจากทำระดับต่ำสุดไปแล้วในงวด 2Q55 สะท้อนได้จากราคาน้ำมันดิบอ้างอิงดูไบในปัจจุบันได้ปรับตัวเพิ่มขึ้น 14% จากสิ้นงวด 2Q55 มาอยู่ที่ 105.63 เหรียญฯต่อบาร์เรล

อีกทั้งคาดผลการดำเนินงานปกติในช่วง 2H55 จะอยู่ในทิศทางฟื้นตัวหลังจากเผชิญกับจุดต่ำสุดของปีไปแล้วเช่นกันในงวด 2Q55 โดยคาดค่าการกลั่นจะยังยืนได้ในระดับสูง 4-5 เหรียญฯต่อบาร์เรล (ภายใต้สถานการณ์ปกติ แต่หากมีพายุเฮอริเคนเกิดขึ้นบริเวณอ่าวเม็กซิโกตามฤดูกาลและถึงขั้นทำให้ต้องมีการหยุดการผลิตน้ำมัน ก็จะยิ่งส่งผลให้ราคาน้ำมันและค่าการกลั่นดีดตัวสูงขึ้นได้) จากความต้องการใช้ในภูมิภาคที่คาดว่าจะเริ่มกลับมาปรับตัวสูงขึ้นตามสถานการณ์เศรษฐกิจ อีกทั้งยังเข้าสู่ช่วงฤดูกาลรอมฎอนในประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งจะทำให้ Demand ในน้ำมันก๊าดโซลีนปรับตัวสูงขึ้น

นอกจากนี้ในช่วงเดือน ส.ค.-ต.ค. ของทุกปี ยังเป็นช่วงที่โรงกลั่นหลายแห่งในโลกทั้งในทวีปเอเชีย, อเมริกา และยุโรป จะทำการหยุดเดินเครื่องซ่อมบำรุงเพื่อเตรียมการพร้อมในการเดินเครื่องในช่วงฤดูหนาว (ปลายงวด 4Q55) ซึ่งจะทำให้ Supply บางส่วนหายไปจากตลาดผลักดันราคาน้ำมันสำเร็จรูป เช่นเดียวกับธุรกิจอะโรเมติกส์ที่คาด Spread ผลิตภัณฑ์ โดยเฉพาะพาราไซลีน (PX-ULG95) ในงวด 3Q55 จะฟื้นตัวมาอยู่ในระดับ 400-450 เหรียญฯต่อตัน จากการกลับมาสต๊อกวัตถุดิบใหม่อีกครั้ง (Restocking) อีกทั้งในงวด 3Q55 ยังเป็นช่วงฤดูกาลในการผลิตสินค้าเพื่อรองรับเทศกาลปลายปี จึงคาดจะช่วยหนุนการฟื้นตัวของธุรกิจอะโรเมติกส์ได้

แนะนำซื้อ…โอกาสสูงที่จะ Outperform ในช่วง 3 เดือนข้างหน้า ฝ่ายวิจัยประเมินมูลค่าพื้นฐาน ณ สิ้นปี 2555 ภายใต้วิธี DCF เท่ากับ 70.16 บาทต่อหุ้น โดยยังคงคำแนะนำซื้อลงทุน จากภาพรวมอุตสาหกรรมที่น่าจะกลับมาฟื้นตัวได้ในช่วง 2H55

ที่มา : ข่าวหุ้น

โพสต์ที่เกี่ยวข้อง

Comments

comments

Comments

Feel free to leave a comment...
and oh, if you want a pic to show with your comment, go get a gravatar!





.

Free PageRank Checker SiamHealthandBeauty on Twitter, SiamHealthandBeauty on Alexa