ค้นฟ้าคว้าดาว


July 23, 2012 by  
Filed under การเงิน การลงทุน

กระบวนการที่ยาก สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของการลงทุนแบบ VI คือ การค้นหาหุ้นที่จะลงทุน เหตุผล คือ มีหุ้นบริษัทจดทะเบียนกว่า 500 บริษัท

ทำธุรกิจหลากหลายมากมาย บริษัทเหล่านี้อยู่ใน “ช่วงชีวิต” ต่างๆ เช่น กำลังเริ่มต้น เติบโต เติบโตเร็ว อิ่มตัว ตกต่ำ ซึ่งเราไม่รู้ นอกจากนั้น ราคาหุ้นของแต่ละบริษัทก็เปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลาทำให้ความน่าสนใจของหุ้น เปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลาเช่นกัน ดังนั้น การมองหาหุ้นที่จะเข้าไปศึกษาและลงทุนจึงเป็นเรื่องยากและต้องใช้เวลา ต่อไปนี้คือวิธีการหาหุ้นที่ VI รวมถึงผมมักจะใช้

วิธีแรกน่าจะง่ายที่สุด คือ การติดตามบทวิเคราะห์ของโบรกเกอร์ โดยเฉพาะโบรกเกอร์หลาย ๆ แห่งที่จะมีการนำเสนอหุ้นที่ “น่าสนใจ” เป็นหุ้นที่เขาแนะนำให้ซื้อหรือบางครั้งแนะนำให้ซื้อ “อย่างแรง” วิธีนี้มีข้อดี คือ เราไม่ต้องไปหาให้เสียเวลา หุ้นถูกเสิร์ฟให้เราถึงที่ แต่ข้อเสียคือ เขามักจะวิเคราะห์แนะนำเฉพาะหุ้นขนาดใหญ่ขึ้นมีสภาพคล่องซื้อขายมากพอ ซึ่งอาจมีหุ้นเพียง 200-300 ตัวเท่านั้นที่โบรกเกอร์ครอบคลุม ประเด็น คือ หุ้นที่เขาแนะนำให้ซื้อ บ่อยครั้งมีราคาและปริมาณการซื้อขายปรับตัวขึ้นมาแล้ว ดังนั้น ความน่าสนใจจะลดลงเพราะราคาหุ้นแพงขึ้น ในบางกรณี โดยเฉพาะหุ้นที่มีขนาดเล็กลงมาหน่อยสภาพคล่องมีไม่มากนั้น ราคาหุ้นวิ่งขึ้นมาสูงลิ่วแล้วก่อนที่เขาจะแนะนำ ดังนั้น การหาหุ้นจากวิธีการนี้ จะต้องระวังว่ามันอาจจะไม่ถูกในแง่ของ VI การเข้าไปซื้ออาจเป็นการ “เก็งกำไร” ได้

วิธีที่สอง สำหรับคนขยันมีเวลา เช่น คนที่ “ลงทุนเป็นอาชีพ” อาจติดตามเข้าร่วมฟังรายการ “บริษัทจดทะเบียนพบนักลงทุน” หรือที่เรียกว่า “Opportunity Day” จัดที่ตลาดหลักทรัพย์เป็นประจำเกือบทั้งปี นี่คือ รายการที่ผู้บริหารของบริษัทจดทะเบียนจำนวนมาก มาบรรยายและให้ข้อมูลรวมทั้งตอบคำถามเกี่ยวกับบริษัทแก่นักลงทุน รายการนี้จึงเป็นช่องทางที่จะได้ข้อมูลค่อนข้างลึกเกี่ยวกับบริษัทรวมถึง หลายๆ กรณี ได้พบผู้บริหารสูงสุดของบริษัทจดทะเบียน ซึ่งบางคนบอกว่าจะได้ดู “โหงวเฮ้ง” ว่าน่าจะเป็นคนมีความสามารถไว้ใจได้แค่ไหน และนั่นคือข้อดีของการไปหา ศึกษา และวิเคราะห์หุ้นจากงาน “ออปเดย์” อย่างไรก็ตาม ข้อเสียอาจมีเหมือนกัน คือ การไปฟังบริษัทมากๆ นั้น บางทีก็ทำให้“เคลิ้ม” ได้เหมือนกัน บริษัทอาจจะให้แต่ภาพที่ดี และพยายามพูดให้เชื่อว่าเขาดีกว่าปกติ เราที่มีความรู้น้อยกว่าก็จะคล้อยตามโดยไม่ได้ไปหาข้อมูลจากแหล่งอื่นเพิ่ม ทำให้เราวิเคราะห์ผิดพลาดได้

ช่องทางที่สามในการหาหุ้น คือ การใช้ “ตะแกรงร่อนหุ้น” นี่คือ การใช้ข้อมูลเชิงปริมาณในการคัดเลือกหุ้นที่มีผลประกอบการและงบการเงิน อัตราส่วนการเงิน อัตราส่วนที่แสดงความถูกความแพงของหุ้น มาเป็นตัวคัดกรองเพื่อที่จะศึกษาตัวหุ้นที่มีคุณสมบัติที่เราต้องการ เช่น บางคนจัดเรียงหุ้นที่มีค่า PE ต่ำสุดจนถึงหุ้นมีค่า PE สูงที่สุด จากนั้นคัดเลือกเฉพาะหุ้นมีค่า PE ต่ำสุดไม่เกิน 20 ตัวเพื่อนำมาศึกษาต่อเป็นต้น หรือบางคนอาจจะมองบริษัทมีผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้นสูงสุดเป็นตะแกรงที่ จะคัดกรองหุ้น เป็นต้น ข้อดีของแนวทางนี้ คือ มันทำได้อย่างรวดเร็วและค่อนข้างจะทั่วถึง เราจะไม่พลาดหุ้นที่มีคุณสมบัติที่น่าสนใจเลยเพราะมันทำโดยคอมพิวเตอร์ และหลังจากนั้นเราค่อยมาดูข้อมูลเป็นรายตัวว่าเราสนใจตัวไหนเป็นพิเศษ ส่วนข้อเสีย ก็คือ ข้อมูลเป็นเชิงปริมาณนั้น มันคือสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วและมันไม่ได้บอกว่าอนาคตจะเป็นแบบนั้นต่อไปหรือ ไม่ และบางทีมัน“หลอก” ให้เราเข้าใจผิดในคุณสมบัติเชิงคุณภาพได้ ความยุ่งยากอีกอย่างหนึ่ง คือ หลายๆ คนรวมถึงผมด้วย ไม่มีความสามารถเพียงพอที่จะเขียนหรือรันโปรแกรมคอมพิวเตอร์แบบนี้ได้

ช่องทางที่สี่ในการหาหุ้นลงทุน คือ การติดตามอ่านข่าวสารในหน้าข่าวธุรกิจและข่าวอื่น ที่เกี่ยวกับบริษัทจดทะเบียนและอาจมีผลกระทบต่อบริษัทจดทะเบียนอย่างมีนัย สำคัญ ผมหมายรวมถึงการดูฟังจากสื่อทุกชนิด เพียงแต่การอ่านมักให้ข้อมูลที่มากเร็วกว่าช่องทางอื่น นี่คือการ “อ่านเพื่อหาหุ้น” ไม่ใช่การอ่านผ่านๆ ความแตกต่างคือ เมื่ออ่านแล้วต้องคิดต่อว่าหุ้นกลุ่มไหนหรือตัวไหนจะได้ประโยชน์และตัวไหนจะ เสียประโยชน์ บริษัทไหนจะชนะและบริษัทไหนจะแพ้ในระยะยาว เทรนด์ของธุรกิจไหนจะมาและอุตสาหกรรมไหนจะตกต่ำลง การหาหุ้นจากช่องทางนี้ เป็นการหาหุ้นที่ใช้เวลามากแต่ก็จำเป็น เพราะนอกจากเป็นเรื่องของการหาหุ้นลงทุนใหม่ๆ แล้ว ยังเป็นเรื่องการติดตามข้อมูลของหุ้นตัวเดิมที่ยังอยู่ในพอร์ตด้วยว่าควรถือ ต่อหรือขายทิ้ง

ช่องทางที่ห้า คือ การหาหุ้นโดยการถามหรือติดตามความเคลื่อนไหวของ “เซียนหุ้น” หรือบางทีเรียกว่า “CI” หรือ “เล่นหุ้นตามเซียน” นี่คือ วิธีการหาหุ้นที่ง่ายและอาจจะให้ผลดี เพราะอย่างน้อยเขาก็คิดว่า ถ้า “เซียน” ซื้อหรือถือหุ้นไว้ หุ้นน่าจะดี เพราะเซียนนั้นคงต้องวิเคราะห์กันมาเป็นอย่างดีแล้ว เหนือสิ่งอื่นใด เขาคิดว่าคงจะมีคนอื่นที่ซื้อหุ้นตามเซียนเหมือนกัน เพราะฉะนั้น หุ้นจะมีแรงซื้อมากและอาจทำให้หุ้นวิ่งขึ้นได้เร็วและแรงกว่าปกติ อย่างไรก็ตาม ข้อเสียของการหาหุ้นแบบนี้ ก็คือ บ่อยครั้งเราไม่รู้ว่าเซียนนั้นซื้อหุ้นไว้ตั้งแต่เมื่อไร ต้นทุนของหุ้นที่ซื้อเป็นเท่าไร และเขาจะขายเมื่อไร ดังนั้น ในบางครั้ง เราอาจจะซื้อในราคาที่เกินกว่าพื้นฐานและเซียนที่ซื้อหรือถือไว้กำลังขาย ผลคือ เราอาจจะขาดทุนได้ เหนือสิ่งอื่นใด คือ บ่อยครั้ง เซียนก็อาจจะผิดได้ หรือบางทีเซียนที่เรากำลังตามอยู่นั้น อาจจะกำลัง “โฆษณา” หุ้นของตนเพื่อให้หุ้นเป็นที่น่าสนใจและมีราคาดีขึ้นก็ได้

ช่องทางที่หกของการหาหุ้น คือ การ “เดินตามห้าง” นี่ก็คือ การสังเกตและ “สัมผัส” ความเป็นไปของธุรกิจจริงๆ ใน “สนาม” ไม่ใช่ดูจากรายงานในหน้ากระดาษหรือบนจอคอมพิวเตอร์ คำว่าเดินตามห้างนั้น รวมไปถึงสถานที่ทุกแห่งที่เราเข้าหรือผ่านไปเพื่อทำกิจกรรมทางเศรษฐกิจ เช่น ไปซื้อหรือใช้บริการต่างๆ ข้อดีของการหาหุ้นแบบนี้ก็คือ เราจะได้ข้อมูลที่หาไม่ได้จากงบการเงินนั่นคือ ความแข็งแกร่ง ความสามารถในการแข่งขันเมื่อเปรียบเทียบกับคู่แข่ง และแนวโน้มของอุตสาหกรรมหรือธุรกิจ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญมากที่สุดอย่างหนึ่งของการเติบโตของกิจการและตัวหุ้น ข้อควรระวังสำหรับการหาหุ้นแนวทางนี้ ก็คือ อย่าใช้ความรู้สึกของตัวเองเป็นเครื่องตัดสินสินค้าหรือตัวบริษัท โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเราไม่ใช่ลูกค้าเป้าหมายของเขา

สุดท้าย คือ การดูข้อมูลจากกิจกรรมการซื้อขายของตัวหุ้นเอง เช่น การซื้อหรือขายของผู้บริหารบริษัท หรือปริมาณการซื้อขายของหุ้นที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของตัวหุ้น นี่อาจจะเป็นสิ่งที่บอกว่า คนที่ “รู้เรื่องดี” กำลังทำอะไรอยู่ ข้อมูลชิ้นนี้อาจกระตุ้นให้เราศึกษาตัวหุ้นเพิ่มเติมได้ อย่างไรก็ตามเช่นเดียวกับข้อมูลเกี่ยวกับผู้บริหารหรือเซียนหุ้นรายใหญ่ เราต้องระวังว่าอาจเป็นข้อมูลถูกปล่อยออกมาเพื่อจะ “ลวง” ให้นักลงทุนหลงได้

แหล่งที่มา กรุงเทพธุรกิจ โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

โพสต์ที่เกี่ยวข้อง

Comments

comments

Comments

Feel free to leave a comment...
and oh, if you want a pic to show with your comment, go get a gravatar!





.

Free PageRank Checker SiamHealthandBeauty on Twitter, SiamHealthandBeauty on Alexa