คุณค่าของความคลั่งไคล้


July 31, 2012 by  
Filed under การเงิน การลงทุน

คุณค่าของความคลั่งไคล้ โดย ดร.นิเวศน์

ผมอยู่ในวงการหุ้นและตลาดหุ้นมานาน  สิ่งหนึ่งที่ผมสังเกตเห็นก็คือ  หุ้นของบริษัทที่ผลิตและขายหรือให้บริการสินค้าที่ลูกค้าบางส่วนมีความนิยมสูงมาก  หรือสูงขนาดที่เรียกว่า  “คลั่งไคล้”  หรือ  “เสพติด”  มักจะมีราคาดี  คือมีค่า  PE สูง  และเป็นหุ้นที่ให้ผลตอบแทนสูงต่อเนื่องยาวนาน  ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจน้อยเมื่อเทียบกับหุ้นทั่ว ๆ  ไป  ลักษณะของบริษัทหรือสินค้าเหล่านี้ก็คือ  มันมี “สาวก”  ที่เหนียวแน่น  พวกเขามีความต้องการสินค้าของบริษัทสูง  พวกเขาอยากใช้สินค้าของบริษัทด้วยเหตุผลต่าง ๆ  โดยเฉพาะเหตุผลทางด้านจิตใจมากกว่าสินค้าของบริษัทอื่นที่ขายสินค้าแบบเดียวกัน  ความคลั่งไคล้ของสินค้าของบริษัทนั้น   แสดงออกให้เห็นเวลาที่พวกเขาไปซื้อของ  ผมไม่รู้จะอธิบายอย่างไร  แต่เวลาเราเห็น  เรามักจะรู้สึกได้  ลองมาดูกันว่าสินค้าประเภทไหนบ้างที่คน  “คลั่งไคล้”

ก่อนอื่นผมอยากจะเริ่มจากผู้หญิงกับเด็ก    เพราะนี่คือยอด  “นักช้อป”  และสินค้าที่พวกเขา  คลั่งไคล้ก็คือสินค้าแฟชั่นที่สวยงามและแสดงสถานะที่เริดหรูและมี “มีระดับ”   ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็เช่น  กระเป๋าถือของหลุยส์วิตตอง  เสื้อผ้าของร้านที่มีชื่อเสียงออกแบบโดยนักออกแบบชื่อดัง  เหล่านี้  ผู้หญิงจำนวนมากที่มีรายได้ค่อนข้างสูง  ต่างก็เรียกหาที่จะต้องมีไว้ครอบครอง  บางครั้งแม้จะต้องเข้าคิวและ  “ยื้อแย่ง”  กันเพื่อจะได้คอลเล็คชั่นใหม่ที่เพิ่งจะออกมาก็ยอม   ในส่วนของเด็กนั้น  อาการของความคลั่งไคล้อาจจะไม่ติดยึดกับบริษัทมากเท่าตัวสินค้าและการสังเกตก็ต้องติดตามเป็นระยะเพราะมักจะมีการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว   สินค้าที่พวกเขาคลั่งไคล้นั้น  อาจจะเป็นตุ๊กตารุ่นใหม่  รองเท้ากีฬาบางแบบ  เกมคอมพิวเตอร์  นอกจากนั้นก็อาจจะเป็นร้านค้าหรือร้านอาหารที่เด็กจะร้องขอที่จะเข้าไปใช้บริการจนเราสังเกตได้  ในการที่จะติดตามหาสินค้าหรือบริษัทเหล่านี้   การสังเกตและใช้  “ความรู้สึก”  จะช่วยให้เราได้พบหุ้นก่อนคนอื่น

ถัดจากผู้หญิงและเด็กก็คือ  ผู้ชาย  ซึ่งความคลั่งไคล้ก็อาจจะไม่สูงเท่าแต่พวกเขาก็  “ติด”  อะไรหลาย ๆ อย่าง  สินค้าแรกที่โดดเด่นมากก็คือ  บุหรี่  นี่คือสุดยอดของสินค้าที่ทำเงิน “มโหฬาร”  แม้ว่ากำลังถูก  “ต่อต้าน”  โดยภาครัฐและสังคมทั่วโลก   สินค้าที่คนบางคนอาจจะติดแต่คนส่วนมากอาจจะแค่ “คลั่งไคล้”  เล็กน้อยก็คือ  เหล้าเบียร์และสินค้าที่มีแอลกอฮอล  นี่ก็เป็นสินค้าที่คนดื่มอาจจะติดรสชาดของสินค้าบางยี่ห้อที่ทำให้มันมีค่าสูงกว่าปกติอย่างเช่นครั้งหนึ่งยี่ห้อจอห์นนี่วอคเกอร์ก็ค่อนข้างดังมากในประเทศย่านเอเซีย  แต่เดี๋ยวนี้ผมเองก็ไม่ทราบว่าเป็นยี่ห้อไหน  บางที  เหล้าวอดก้ายี่ห้อ  Grey Goose อาจจะกำลังเป็นที่คลั่งไคล้ของคนมีระดับก็เป็นได้  เพราะผมเคยเห็นมีการกล่าวถึงในนิยายหรือบทความหรือข่าวงานเลี้ยงในวงสังคมอยู่บ้างว่าเป็นเหล้าที่มีระดับ  “สุดยอด”  นอกจากเหล้าเบียร์แล้ว  ผู้ชายก็อาจจะมีแนวโน้มที่ชอบหรือคลั่งไคล้การพนันและในเรื่องของการ  “แข่งขัน”  อย่างเช่น  การชมและพนันการแข่งขันกีฬาต่าง ๆ  เป็นต้น

กลุ่มสุดท้ายก็คือ  คนทั่วไป  โดยเฉพาะที่เป็นวัยรุ่นจนถึงอายุใกล้เกษียณ  ความคลั่งไคล้ในระยะหลัง ๆ  นี้ก็หนีไม่พ้นในเรื่องของเทคโนโลยีโดยเฉพาะที่เป็นการติดต่อไร้สาย  นี่ดูเหมือนจะสังเกตได้ง่ายมาก  ตัวอย่างเช่นสินค้าตระกูลไอทั้งหลายเช่นไอโฟนและไอแพด  ความคลั่งไคล้นั้นเกิดทั่วโลกและเกิดใกล้ตัว  ดังนั้น  ไม่มีใครไม่รู้  แต่คนที่ตัดสินใจซื้อหุ้นก่อนที่งบการเงินของบริษัทแอปเปิลจะออกนั้น  สามารถทำกำไรได้มหาศาล  และหุ้นของบริษัทที่มีสินค้าที่คนคลั่งไคล้ทั่วโลกนี้   ได้กลายเป็นหุ้นที่มูลค่าสูงที่สุดในโลกหลังจากที่ผลิตสินค้าที่คนคลั่งไคล้ติดต่อกันมานานเพียงสิบกว่าปี  พูดถึงเรื่องโทรศัพท์นี้  น่าจะยังคงจำได้ว่าเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา  บีบี  ก็เป็นโทรศัพท์ที่คนคลั่งไคล้กันทั่วโลกเช่นกันเห็นได้จากดาราไทยที่ใช้กันเกือบทุกคน  และในช่วงนั้น  บริษัทที่ผลิตบีบีก็มีค่าสูงมาก  แต่หลังจากที่กระแสของบีบีตกลงไป  มูลค่าหุ้นก็ตกลงและบริษัทอาจจะกำลังมีปัญหาทางการเงินอยู่ในขณะนี้    ไหน ๆ  ก็พูดแล้ว  ซัมซุงเองก็มีแท็บเล็ตที่คนเริ่ม “คลั่งไคล้”  อยู่เหมือนกันเห็นได้จากยอดขายที่สูงลิ่ว  และนี่ก็เช่นกัน  ทำให้บริษัทซัมซุงที่ผลิตมันกลายเป็นบริษัทที่มีมูลค่าสูงที่สุดในตลาดหุ้นเกาหลีในขณะนี้

ความคลั่งไคล้นั้น  ไม่จำเป็นที่จะต้องเกิดในระดับนานาชาติหรือแม้แต่ทั่วประเทศ  มันอาจจะเป็นสินค้าของบริษัทเล็ก ๆ  ในระดับท้องถิ่นก็ได้  ข้อสำคัญก็คือ  เราต้องเห็นว่าสินค้านั้นมีกลุ่มคนที่  “คลั่งไคล้” และยอมจ่ายเงินซื้อ  อาจจะสูงกว่าสินค้าแบบเดียวกัน  เพื่อจะได้สินค้ามาใช้หรือมากิน  ตัวอย่างที่ผมคิดว่าน่าจะมีลักษณะนี้ก็เช่น  ช็อกโกแล็ตของ  See’s Candy  ซึ่งเป็นเครือข่ายร้านขายขนมหวานและช็อกโกแล็ตที่บัฟเฟตต์ซื้อมาเป็นบริษัทแรก ๆ  ที่บัฟเฟตต์ยอมจ่ายเงินซื้อหุ้นที่  “ไม่ถูก” และมีค่า PE สูงกว่าที่เขาเคยซื้อ  เหตุผลของผมก็คือ  ชอกโกแล็ตของ See’s นั้น  มีราคาแพงมาก  ดังนั้น  คนที่ซื้อ  โดยเฉพาะที่เป็นผู้หญิงนั้น  น่าจะต้องติดหรือคลั่งไคล้สินค้าของบริษัท  จึงได้ยอมซื้อมาตลอด  เหนือสิ่งอื่นใด  ขนมหวานนั้นก็เป็นอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ที่คนมักจะคลั่งไคล้  ผมยังจำได้ถึงครั้งหนึ่งที่มีโดนัทยี่ห้อหนึ่งจากมาเลเซียมาเปิดขายในเมืองไทยแล้วคนเข้าคิวซื้อกันยาวเหยียด  ซึ่งหลังจากนั้นไม่นานคนก็เลิกเห่อและร้านที่ขายก็ปิดตัวลง   แต่แล้วหลังจากนั้นไม่กี่ปีก็มีโดนัทยี่ห้อใหม่อีกยี่ห้อหนึ่งจากอเมริกาที่เข้ามาและทำให้คนคลั่งไคล้ต่ออาจจะถึงวันนี้  อย่างไรก็ตาม  ความคลั่งไคล้ที่จบลงง่าย  ๆ  นั้น  อาจจะไม่ให้คุณค่าอะไรมากนัก  ดังนั้น  เราจะต้องพยายามมองให้ออกว่าสินค้านั้นจะอยู่ทนได้แค่ไหน

คุณค่าของความคลั่งไคล้นั้น  จะมากหรือน้อยคงต้องขึ้นอยู่กับระดับของความคลั่งไคล้ว่ามีมากหรือน้อยแค่ไหน  ถ้ามากระดับที่เรียกว่า “เสพติด”  เลย  มันก็มีค่ามากขึ้น  นอกจากนั้น  ระยะเวลาที่คนจะคลั่งไคล้นั้นน่าจะยาวแค่ไหน   ถ้ายาวมากอย่างที่เรียกว่าเกือบจะ  “ถาวร”  อย่างกรณีของ    หลุยส์วิตตอง นั้น  คุณค่าก็มากขึ้นมากเมื่อเทียบกับสินค้าอย่างอื่นที่อาจจะทำให้คนคลั่งไคล้เพียงชั่วครู่ชั่วยาม  สุดท้ายก็คือ  จำนวนคนที่คลั่งไคล้  ถ้ามีมากทั่วประเทศหรือทั่วโลก  คุณค่าก็มากขึ้นตามจำนวนคน

คุณค่าของความคลั่งไคล้จะมากหรือน้อยก็จะสะท้อนออกมาจาก Profit Margin หรือกำไรต่อยอดขายที่จะสูงกว่าเมื่อเทียบกับบริษัทธรรมดาที่อยู่ในธุรกิจเดียวกัน  แต่คุณค่าที่สำคัญยิ่งกว่าก็คือ  ตลาดจะให้ราคาหุ้นที่แพงกว่าบริษัทธรรมดามากวัดจากค่า PE ของหุ้นที่มีคนคลั่งไคล้ในผลิตภัณฑ์จะสูงกว่าบริษัทธรรมดามาก  บางทีอาจจะสูงกว่าเท่าตัว  เช่น  ถ้า PE ของบริษัทที่ไม่มีอะไรโดดเด่นเท่ากับ  10  เท่า  บริษัทที่มีคนคลั่งไคล้ในสินค้าสูงและต่อเนื่องยาวนานอาจจะมีค่า PE สูงถึง 20 เท่าเป็นต้น

ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะสามารถบอกได้ว่าสินค้าไหนหรือร้านไหนมีคนคลั่งไคล้ในช่วงต้น ๆ  ที่จะทำให้เรามีโอกาสซื้อหุ้นก่อน  เหตุผลก็คือ  มันเป็นเรื่องที่ไม่มีใครทำเครื่องวัดหรือทำแบบสอบถามเพื่อทำวิจัยในสถานการณ์แบบนั้น  เป็นหน้าที่ของเราที่จะต้องใช้ Sense หรือความรู้สึกเองเมื่อประสบกับคนที่ใช้สินค้าหรือบริการ  อีกทางหนึ่งที่จะทำเงินกับบริษัทเหล่านั้นก็คือ  ในบางสถานการณ์ที่ตลาดหุ้นตกต่ำหรือในบางช่วงที่บริษัทเหล่านั้นมีปัญหาทำให้หุ้นตกลงมามาก  แต่เราดูแล้วว่าสินค้าของบริษัทยังได้รับความนิยมขนาดคลั่งไคล้อยู่ต่อไปได้  เราก็สามารถเข้าไปซื้อหุ้นแล้วรอให้ทุกอย่างกลับมาเป็นปกติ  และนี่ก็คือวิธีทำเงินจากหุ้นที่คนคลั่งไคล้ในผลิตภัณฑ์

ขอขอบคุณ – ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

โพสต์ที่เกี่ยวข้อง

Comments

comments

Comments

Feel free to leave a comment...
and oh, if you want a pic to show with your comment, go get a gravatar!





.

Free PageRank Checker SiamHealthandBeauty on Twitter, SiamHealthandBeauty on Alexa